เมื่อ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” อดีต สส. และผู้สมัคร สส.ตาก เขต2 พรรคประชาชน ถูกตำรวจไซเบอร์จับกุมหลังพัวพันเว็บพนันออนไลน์ และไม่ได้ประกันตัว ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรมธรรมดา แต่กลายเป็นแผลใหญ่ทางการเมืองทันที เพราะกระแทกตรงจุดขายสำคัญของพรรค ที่ชูสโลแกน “ไม่เอาเทา” มาตลอด เมื่อคนของตัวเองถูกจับ ภาพลักษณ์การเมืองสะอาดก็สะดุดทันที
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฟ้าผ่าลงกลางวัน ข้อมูลจากคนในพื้นที่และนักวิชาการออกมายืนยันตรงกันว่า “รู้กันมานานแล้ว” มีการร้องเรียน มีการพูดเตือน แต่พรรคกลับเลือก “นั่งรอหลักฐาน” โดยไม่ขยับจัดการจริงจัง จนสุดท้ายตำรวจเป็นฝ่ายลงมือก่อน ภาพนี้ทำให้ชาวบ้านวิจารณ์ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”
จากสะดุดหนึ่งคน กลายเป็นสะเทือนทั้งพรรค เพราะนี่ไม่ใช่ผู้สมัครรายแรกที่มีปัญหาสีเทา และยังมีเสียงแฉตามมาว่า อาจไม่ใช่รายสุดท้าย วาทกรรม “ไม่เอาเทา” ที่เคยใช้เป็นอาวุธโจมตีคู่แข่ง จึงย้อนกลับมาเป็นดาบสองคม ฟัน “พรรคส้ม” เข้าเต็มๆ
ผลที่เห็นชัดคือ กระแสลังเลเริ่มเกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส พอเห็นพรรคที่พูดเรื่องความสะอาด เจอคราบเอง ความมั่นใจก็เริ่มสั่น
ปัญหานี้ยังไปซ้ำแผลเดิมของ “พรรคประชาชน” คือเรื่อง “ความพร้อมเป็นรัฐบาล” พรรคที่บอกจะรื้อระบบอุปถัมภ์ แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องพึ่งตัวแทนในพื้นที่ที่มีปัญหา ย่อมทำให้ฝ่ายอำนาจเดิมตั้งการ์ดสูงขึ้นอีก ในเกมจัดตั้งรัฐบาล ภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือแต้มต่อในการจับมือกับพรรคอื่น
เมื่อมองไปที่ “พรรคภูมิใจไทย” ฝ่ายน้ำเงินที่ยืนบนเส้นความมั่นคง และความชัดเจนเรื่องมาตรา 112 กลับได้ประโยชน์เต็มๆ จากจังหวะนี้ เพราะยิ่ง “พรรคส้ม” สะดุดสีเทา ภาพ “เสถียรภาพ” ของฝั่งน้ำเงินก็ยิ่งดูน่าเลือกในสายตาคนที่กลัวความวุ่นวาย ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ยังคงเป็นตัวแปร ไม่เน้นความขัดแย้ง ไม่เลือกขั้ว ถือไพ่สำคัญในมือ รอดูว่าใครจะพลาดมากกว่ากัน

อีกชนักที่ “พรรคประชาชน” หนีไม่พ้น คือเรื่องมาตรา 112 และคดี 44 อดีต สส. ในมือ ป.ป.ช. แม้จะพยายามอธิบายว่าไม่ยุ่ง ไม่ดันแก้ แต่รอยแผลจากอดีตยังติดตัวอยู่ พอมาเจอปัญหาสีเทาซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งทำให้พรรคอื่นลังเลจะจับมือ เพราะกลัวรัฐบาลจะอยู่ไม่ยาว
ภาพรวมตอนนี้ หลายฝ่ายเริ่มประเมินว่า เป้าหมาย 250 เสียง ที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้ช่วยหาเสียง พรรคประชาชน ตั้งไว้ อาจไปไม่ถึง หากกระแสสะดุดลุกลามในช่วงสุดท้าย และหากเสียงไม่พอจริง โอกาสถูกโดดเดี่ยวเป็นฝ่ายค้านก็มีสูง แม้จะได้คะแนนอันดับหนึ่งก็ตาม ซึ่งเป็นภาพที่การเมืองไทยเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง
“ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” นักเคลื่อนไหวและอดีตนักการเมือง โพสต์ตอนหนึ่งว่า เรื่องนี้ “พรรคส้ม” ควรทำมากกว่าแค่ “ขอโทษ” พร่ำเพื่อ หากจะปั่นคะแนนเสียงสังเวยความรับผิดชอบเรื่องเทาๆ ตามสโลแกนนโยบายพรรค
ครั้งนี้หากได้ สส. ต่ำกว่าครั้งที่แล้วต้องถือว่าสอบตก หัวหน้าพรรคควรประกาศรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก” เหมือนที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยทำมาแล้ว
การเมืองใหม่ควรมี “มาตรฐานจริยธรรม” สูงกว่าการเมืองเก่า ไม่ใช่เก่งแต่เพ้อฝัน ปราศรัยด้วยคำพูดสวยหรู เสมือนไล่จับผีเสื้อในทุ่งลาเวนเดอร์ไปวันๆ ตอนนี้ “ได้กลิ่นความพังหรือยัง?” ชูวิทย์ กล่าว
สุดท้ายการเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ใช่แค่คะแนนเสียง พลังอุดมการณ์ เป็นเงื่อนไขเท่านั้น แต่เป็นการวัดว่า พรรคไหน “พลาดน้อยกว่า” ในสนามจริง เพราะในเกมอำนาจ แค่สะดุด “สีเทา” เพียงก้าวเดียว ก็อาจทำให้ความฝันในการเป็นรัฐบาลสะดุดล้มก่อนถึงคูหาเลือกตั้ง.



