ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้ค่อยๆ บีบให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนบทบาทของตนเองใหม่ การเติบโตที่วัดผลด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอ เมื่อผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงไปถึงชีวิตผู้คนและชุมชนในวงกว้างมากขึ้น
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าธุรกิจจะขยายตัวได้เร็วเพียงใด แต่อยู่ที่การเติบโตนั้นจะสร้างคุณค่าให้กับใครบ้าง และจะยืนอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน ท่ามกลางโจทย์เหล่านี้ แนวคิดเรื่องความยั่งยืนถูกยกขึ้นมาเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ขององค์กรขนาดใหญ่

จากบริบทดังกล่าว เวที ‘Sustainable Spark by PTT Group’ภายใต้แนวคิด ‘Sparking the Future: พลังจุดประกายอนาคต’ จึงถูกออกแบบขึ้นในฐานะพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมอง ว่าภาคธุรกิจสามารถใช้ศักยภาพของตนเองเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมได้อย่างไร และหนึ่งในมุมมองที่ถูกจับตามอง คือ แนวคิดของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ต่อการนำพลังของธุรกิจมาสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ

‘หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวที SPARK TALK STAGE ในช่วง The Sustainability Ripples การขยายผล เพื่อสร้าง Ecosystem ด้านความยั่งยืนในวงกว้าง เพื่อสะท้อนบทบาทของ OR ในฐานะองค์กรที่กำลังขยับจากการเป็นผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์ ไปสู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ (Platform of Opportunity) โดยใช้จุดแข็งทางธุรกิจที่มีอยู่เป็นฐานในการสร้างการเติบโตควบคู่กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
หม่อมหลวงปีกทองอธิบายว่าแนวคิดเรื่องของโอกาสถูกถ่ายทอดผ่านกรอบ ‘OR เติมโอกาส’ ซึ่งเกิดจากการมองว่าความยั่งยืนจะต้องถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้น โดย OR นำจุดแข็งของ Physical Platform ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,400 แห่ง และร้าน Café Amazon กว่า 4,700 สาขา มาใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนในพื้นที่ต่างๆ

กรอบการดำเนินงานดังกล่าวถูกกำหนดเป็นเป้าหมายระยะยาวภายใต้ OR 2030 Goals ซึ่งครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. มิติการสร้างชุมชนน่าอยู่ (Living Community) ที่ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตของกว่า 17,000 ชุมชน หรือราว 12 ล้านคน 2. มิติการเติบโตร่วมกัน (Economic Prosperity) ที่มุ่งสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปยังคู่ค้า ผู้ประกอบการขนาดย่อม และชุมชนรวมกว่า 1 ล้านราย และ 3. มิติสิ่งแวดล้อม (Healthy Environment) ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปี 2022 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon Emission ภายในปี 2050
อย่างไรก็ตาม หม่อมหลวงปีกทอง ชี้ว่าความท้าทายสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมาย แต่อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนและท้องถิ่นกล้าปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกัน เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนต้องใช้ทรัพยากร ทั้งเวลา เงินทุน และความรู้ ชุมชนจึงต้องมั่นใจว่าองค์กรธุรกิจจะเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้พวกเขายืนได้ด้วยตนเองในระยะยาว ไม่ใช่เพียงผู้เข้ามาสนับสนุนชั่วคราว
ปัจจัยที่ OR ใช้เป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่น คือการนำจุดแข็งที่มีอยู่มาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งเครือข่ายสถานีบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและแฟรนไชส์ที่ฝังตัวอยู่ในชุมชน รวมถึงพนักงานของ OR ที่มีวัฒนธรรมการทำงานด้านสังคมเป็นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ ‘โครงการไทยเด็ด’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ SMEs กว่า 500 ราย นำสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายของ OR สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนกว่า 160 ล้านบาทต่อปี หรือ ‘โครงการพื้นที่ปันสุข’ ที่เปิดพื้นที่ในสถานีบริการให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยสร้างรายได้รวมกว่า 10 ล้านบาทต่อปี
ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจ Café Amazon ถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงโอกาสตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำผ่านโครงการ Sustainable Coffee Sourcing ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรกว่า 1,900 ราย ไปจนถึงความร่วมมือกับผู้ประกอบการเบเกอรี่ท้องถิ่น และปลายน้ำผ่านโครงการ Café Amazon for Chance ที่เปิดโอกาสทางอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถมีรายได้อย่างต่อเนื่อง
“ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่ทำเพิ่มจากธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่เราฝังอยู่ในวิธีคิดและการดำเนินงานของ OR เรามุ่งสร้าง Ecosystem ที่ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งพนักงาน คู่ค้า ชุมชน และสังคม เพื่อให้เกิดการขยายผลของความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวทิ้งท้าย



