เมื่อวันที่ 18 ม.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วันนี้ ตนได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้นำค่าเช่าที่ดินจำนวน 798,600 บาท ไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (5) เพื่อเสียภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว แล้ว หรือไม่
ซึ่งตามที่เว็บไซต์ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน พร้อมรายได้ รายจ่าย และเงินได้พึงประเมินของ น.ส.สุดาวรรณ กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 ในส่วนรายได้ และเงินได้พึงประเมิน แจ้งไว้ดังนี้ รายได้ประจำ (1) ค่าเช่าที่ดินจำนวน 798,600 บาท (2) เงินเดือนรัฐมนตรี จำนวน 1,388,880 บาท เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (1) – (8) จำนวน 1,495,462.39 บาท
นายเรืองไกร กล่าวว่า ในหนังสือได้นำกรณีรายได้ค่าเช่าที่ดินของน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มาเปรียบเทียบให้ดูด้วย โดย เว็บไซต์ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน พร้อมรายได้ รายจ่าย และเงินได้พึงประเมินของน.ส.ซาบีดา กรณีเข้ารับตำแหน่งรมว.วัฒนธรรม เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 นั้น ในส่วนรายได้ และเงินได้พึงประเมิน แจ้งไว้ดังนี้รายได้ประจำ (1) เงินเดือน/เบี้ยประชุม จำนวน 1,023,914.66 บาท (2) ค่าเช่าที่ดินจำนวน 980,000 บาท เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (1) – (8) จำนวน 2,003,914.66 บาท
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของทั้งสองคนข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่า น.ส.ซาบีดา ได้นำค่าเช่าที่ดินจำนวน 980,000 บาท ไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (5) เพื่อเสียภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว แต่น.ส.สุดาวรรณ อาจยังไม่ได้นำค่าเช่าที่ดินจำนวน 798,600 บาท ไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (5) เพื่อเสียภาษีให้กรมสรรพากร ดังนั้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า น.ส.สุดาวรรณ ได้นำค่าเช่าที่ดินจำนวน 798,600 บาท ไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (5) เพื่อเสียภาษีให้กรมสรรพากรแล้วหรือไม่.



