เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สำนักงานเดลินิวส์ มีการจัดดีเบตนโยบายพรรคการเมือง เศรษฐกิจ อํานาจและการปฏิรูป (Power & Reform) “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ปฏิรูปเศรษฐกิจยกร่าง ล้างบางหรือแค่บริหารต่อ? โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ไทยสร้างไทย ร่วมดีเบต และมีนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ น.ส.นลิน  รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด (EVP) เดลินิวส์ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหาร และ นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย ร่วมต้อนรับ

โดยทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขอเอกสารซ้ำซ้อน สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย สนับสนุนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เริ่มจากการให้อำนาจประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ  ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องมีการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ พร้อมตั้งกองทุนอุดหนุนเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ

ต่อคำถามถึง จุดยืนรัฐธรรมนูญและปิดสวิตช์กองทัพ แต่ละพรรคการเมือง ‘ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ’ ผ่าน ส.ส.ร. เลือกตั้ง 100% หรือจะแค่ ‘แก้รายมาตรา’   นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา และไม่แก้ หมวด 1 หมวด 2  พร้อมปิดสวิตช์กองทัพ ไม่เห็นด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร พี่น้องประชาชนต้องเป็นใหญ่ การที่จะป้องกันรัฐประหาร มี 2 เรื่อง เรื่องแรกเขาอ้างการคอร์รัปชัน ดังนั้นถ้ามีนายกฯ ชื่อสุชัชวีร์ กระดุมเม็ดแรกถูกต้องจะได้ครม.ที่สุจริต  ไม่มีการคอร์รัปชัน 2.คือเรื่องการเมืองบนท้องถนน ที่ทำลายประเทศมา 20 กว่าปี ต้องหยุดกีฬาสีเหล่านี้  ซึ่งต้องย้อนไปที่ฝ่ายการเมือง ต้องปฏิรูปอำนาจการบริหาร ให้ได้ครม.ที่บริสุทธิ์และมืออาชีพ  ถ้าไม่มีข้ออ้างเหล่านี้ก็รัฐประหารไม่ได้ พรรคไทยก้าวใหม่ต้องการกองทัพที่ทันสมัย ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ดังนั้นต้องสนับสนุนให้กองทัพทำหน้าที่ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มกำลังคนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้กองทัพไม่ยุ่งการเมือง ทำให้ประเทศไทยไร้รัฐประหารได้

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ส่วนการจับขั้วทางการเมืองหลังการเลือกตั้งนั้น พรรคไทยก้าวใหม่เราอยากทำการเมืองสร้างสรรค์ เพราะประเทศไทยเจอวิกฤติครบทุกด้าน วันนี้ถึงเวลาต้องสามัคคีกัน ถ้าเลือกได้อยากทำงานกับคนที่บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อยและเป็นมืออาชีพ ไม่เอื้อทุนเทา ทุนดำ หรือทุนใดก็ตามที่ไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชน

พล.อ.รังษี กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้ คืออำนาจนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ต้องมีการปฏิรูปและแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน  เพราะพรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลและเลือกประธานสภา ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลแทบมองไม่เห็น เสียงข้างมากในสภาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรก็ชนะโหวตตลอด ถ้าพรรคเศรษฐกิจได้เสียงข้างมาก จะแก้รัฐธรรมนูญหมวดเลือกตั้ง ถึงเวลาเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง คนที่สมัครเป็นนายกฯ ต้องแสดงให้เห็นว่าเมื่อเป็นนายกฯ แล้ว ใครจะเป็นรัฐมนตรี  ห้ามปรับ ครม.ใน 2 ปี เว้นถูกชี้มูลทุจริตจาก ป.ป.ช. ทุพพลภาพหรือตาย ตั้งแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ สส.ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีสิทธิเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง มีการเพิ่มโทษการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้ายังมีการซื้อเสียงคิดว่าน่าจะหานักการเมืองมาบริหารประเทศลำบากเพราะวันนี้มีเรื่องทุนเทาสแกมเมอร์เข้ามาด้วย ซึ่งน่ากลัวมาก มีนักการเมืองเอี่ยวทุนเทาสแกมเมอร์ ดังนั้นถ้าแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติจะทำให้การตรวจสอบเข้มข้นขึ้น และขอเสนอให้ประหารชีวิตคนทุจริตคอร์รัปชัน และคนที่ทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157

พล.อ.รังษี กล่าวถึงการปิดสวิตช์กองทัพ ว่า ทั้งนี้ในเรื่องปิดสวิตช์กองทัพหรือการที่จะหยุดรัฐประหารได้ มันหยุดด้วยตัวรัฐบาลเอง ถ้ามาด้วยความโปร่งใส ไม่ซื้อเสียง ตั้ง ครม. ที่ประชาชนยอมรับ บริหารประเทศให้ก้าวหน้าเศรษฐกิจรุ่งเรือง ไม่มีใครกล้ายึดอำนาจ ตนเคยมีส่วนร่วมตรงนี้ อยู่หน่วยรถถังมา รู้ว่ามันมีคนสร้างเงื่อนไขแล้วทหารรับลูก แต่สุดท้ายไปไม่รอด เพราะไม่มีความจริงใจมาแก้ปัญหาประเทศจริงคือเปลี่ยนจากนักการเมืองไม่ดี มาเป็นทหารบ้าอำนาจ ดังนั้นทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นักการทหารสมรู้ร่วมคิดกันถึงเละตุ้มเป๊ะแบบนี้ ส่วนการจับขั้วรัฐบาลนั้น เราสามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้งหมด เพราะหลักฐานเรามีอยู่แล้วใครเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หรือทุนสีดำทั้งหลาย  เดี๋ยวก็จะมีรายชื่อออกมาทั้งหมด

ขณะที่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในฐานะทหารเก่า และอยู่ในสถานการณ์ที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมา พบว่ามี 2 ขา ซึ่งการทำรัฐประหารมักอ้างว่าต้นเหตุมาจากรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง แต่กฎหมายระบุชัดว่าการยึดอำนาจนั้นผิดกฎหมายอาญา ต้องตัดสินประหารชีวิต แต่นี่ถือเป็นปัจจัยภายนอก เพราะอีกขาที่เป็นหัวใจคือ ถ้าเป็นทหารอาชีพ มีสำนึกประชาธิปไตยจะไม่เกิดการรัฐประหาร อย่างประเทศที่เจริญแล้วพบว่ามีเงื่อนไขเยอะมากที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร เช่น ที่สหรัฐอเมริหา แล้วกองทัพรับรองว่ายึดอำนาจได้หมด แต่เขาไม่ยึด เพราะอยู่ที่ความเป็นทหารอาชีพและสำนึกประชาธิปไตย ซึ่งสำนึกประชาธิปไตยนั้นต้องยอมรับว่าต้องบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่การศึกษาฝังราก เมื่อมาเป็นทหารก็ถูกปลุกจิตสำนึกอีกว่า ทหารมีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องรัฐธรรมนูญ ปกป้องประชาธิปไตย ทหารก็จะไม่ปฏิวัติ แต่จะมีหน้าที่ปกป้อง

“เมื่อมีเหตุการณ์เฮงซวยแล้วทหารจะมาช่วยชี้ให้ประชาชนเห็นอำนาจอธิปไตยของประชาชนในรัฐบาลห่วยแตกเรื่องต่างๆ แล้วประชาชนจะจัดการได้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีแฉให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน ดังนั้นการป้องกันการรัฐประหารคือการสร้างสำนึกประชาธิปไตยและเป็นทหารอาชีพ แล้ววันนั้นการรัฐประหารในประเทศไทยจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย” พล.ท.ภราดร กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส่วนการปิดสวิตช์ทหารและหยุดรัฐประหารนั้น สามารถทำได้โดยการสร้างการเมืองสุจริตเป็นเกราะกำบังไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นก็จะช่วยได้มาก ส่วนที่สองคือการปลูกจิตสำนึกเรื่องการสร้างทหารอาชีพ แต่ถ้าถามในแง่กฎหมายก็เป็นปัญหาโลกแตกว่ารัฐธรรมนูญเมื่อถูกฉีกไปแล้วจะทำอย่างไร อันนี้หนทางเดียวที่จะพอเป็นไปได้อยู่ที่ตุลาการว่าพร้อมจะวินิจฉัยหรือไม่ ว่าการกระทำและออกกฎหมายต่างออกมาให้เป็นโมฆะเนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญที่เคยมีอยู่ก่อน ซึ่งอยู่กับว่าเรื่องนี้การทำรัฐประหารจะไปถึงตุลาการหรือไม่ ส่วนการจับขั้วตั้งรัฐบาลนั้นตนเคยพูดไปแล้วว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งที่เราจะไม่ร่วมงานจัดตั้งรัฐบาลเด็ดขาด รวมถึงพรรคที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ และพรรคที่สร้างความแตกแยกในประเด็นละเอียดอ่อน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนพูดชัดเจนไปแล้วว่าการแก้รายมาตรา เราผลักดันเรื่องที่มาของ สว.และการทำองค์กรอิสระให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตนเพิ่งไปออกรายการมาและมีการให้ข้อมูลซึ่งตนมองว่าคลาดเคลื่อนทั้งในเรื่องข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเรื่องอื่นๆ ประเด็นคือเดิมเราอยากมีกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ส.ส.ร.เลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ก็ต้องไปแก้ 256 ควบคู่การทำประชามติ บังเอิญ 256 สะดุดลงและมีการยุบสภา ตนก็แค่ทบทวนความจำว่ากว่าจะเดินมาถึงจุดนั้นได้มาตรา 256 คนแอบห่วงกังวลเรื่องหมวด 1 หมวด 2 จนกระทั่งเสียงส่วนใหญ่ของสภามติก็ยอมรับกันแล้วว่าอย่าไปแตะหมวด 1 และ 2 จะได้สบายใจ ซึ่งนายณัฐวุฒิ บัวประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขึ้นมาอภิปรายเพิ่มอันนี้เข้าไปบอกปลดล็อกจะได้สบายใจเดินหน้าด้วยกันได้

“ดังนั้นวันนี้ตนลงพื้นที่ถูกถามเรื่องประชามติ ตนก็บอกว่าทุกพรรคเขาอยากให้เห็นชอบ เขาก็ถามมาว่าแล้วจะมีการแก้หมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ ตนก็เลยบอกว่าถ้าทุกพรรคยืนยันว่าไม่แตะมันก็จบ ทีนี้ก็มาอธิบายว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 255 ห้ามอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เพราะมาตรา 255 อยู่ในหมวดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 255 แค่บอกว่าอย่าเปลี่ยนรูปของรัฐ ต้องเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เป็นรัฐเดี่ยว แต่ไม่ได้แปลว่าแก้หมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้  ในเมื่อถ้าหากไม่มีใครบอกว่าจะไปแตะตรงนั้นอยู่แล้ว ก็ยืนยันกัน เราจะได้กลับไปเดินพร้อมกันใหม่ ในการบอกว่ามีกระบวนการตรงนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนเห็นชอบด้วยความสบายใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากหมวด 3 ขึ้นไปก็เดินไปได้ หมวด 1 หมวด 2 ใครอยากแก้ก็ไปแก้ทีหลัง เป็นประเด็นเฉพาะเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้คนลงประชามติ ผมคิดว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าในเรื่องการแก้ไขรายมาตราหรือจะแก้ไขทั้งฉบับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ ระบุชัดว่า มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าถือเป็นกบฏร้ายแรง และมีโทษร้ายแรง แต่สุดท้ายการรัฐประหารทุกครั้งก็ตามมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญอยู่ดี ดังนั้นตนเห็นด้วยเรื่องการสร้างสำนึกประชาธิปไตย เราอยากเป็นเหมือนเกาหลีใต้ แค่ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึก แต่ปชช.ก็ไม่ยอม จนนำไปสู่การเอาผิดประธานาธิบดี ดังนั้นมีกลไกของมันอยู่ แต่เราต้องไม่ยอมรับจุดนี้ เพราะถ้าบอกว่าทุกครั้งที่มีการทุจริตคอร์รัปชันแล้วต้องรัฐประหาร ก็คงต้องทำทุกวัน แต่ทุกครั้งที่รัฐประหารไม่เคยแก้ปัญหาให้เราได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นจึงเป็นข้ออ้าง ทั้งๆ ที่สามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องทำรัฐประหารอีกเลย  

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขทั้งฉบับ หรือแก้ไขรายมาตรา ต้องบอกว่า ตลอด 7 ปี ที่เป็น สส. เราพยายามแก้รายมาตรามาตลอด รวมความพยายามของสภา และประชาชนกว่า 20 ครั้งไม่เป็นผล มีแค่ครั้งเดียวที่แก้ได้ แต่ก็เพื่อประโยชน์นักการเมือง จากบัตรใบเดียวให้มี 2 ใบ ลดจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มสส.เขต แต่ไม่เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบจริงจัง ซึ่งหลายเรื่องที่เราพยายามทำก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เรื่องที่มาขององค์กรอิสระ เรื่อง สว.มีที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ทั้งยังมีสิทธิเลือก และถอดถอนองค์กรอิสระออกจากตำแหน่งได้อีกด้วย จนทุกวันนี้ทนได้อย่างไรกับการมีกรรมการป.ป.ช.รับทองคำเป็นสินบน กลับไม่มีการถอดถอน แม้ข้าราชการร่วมกันออกหนังสือให้ลาออกก็ไม่ลาออก

ทั้งนี้ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ได้สอบถาม น.ส.ศิริกัญญา บนเวที ว่า เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการสะดุด ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความร่วมมือในการวางเงื่อนไขให้ทุกคนสบายใจ เพื่อให้ทุกคนสบายใจในการประชามติรอบแรก เปิดทางให้สามารถเดินต่อไปได้

น.ส.ศิริกัญญา ตอบเรื่องนี้ว่า ทางเราต้องยืนยันว่า ถ้านำไปสู่การแก้ใหม่ทั้งฉบับ มันต้องเปิดออพชั่นนี้เอาไว้ รัฐรรมนูญปี 40, 50, 60 มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 มาตลอด แต่ตอนนี้ ส.ส.ร.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้ว หากจะมีเงื่อนไข ก็ไม่ติด แต่ควรมีหลักการควรต้องเปิด เพื่อให้ในที่สุดอาจจะมีการแก้ไขถ้อยคำต่างๆ ซึ่งก็เป็นไปได้ แต่ถ้าไปปิดล็อกไว้ตนกังวลว่าสุดท้ายถ้าจะต้องแก้แล้วจะแก้ไม่ได้ ส่วนที่ประชาชนไม่เข้าใจ ก็ต้องรณรงค์ให้เข้าใจร่วมกัน ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลนั้นขอย้ำว่าเราไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม  

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้เพื่อไทย เป็นเพียงพรรคเดียวที่มีการตั้งกรรมการรณรงค์ เดินหน้าสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคหนึ่งในการเดินหน้าประเทศ โดยเฉพาะเรื่ององค์กรอิสระ สมาชิกวุฒิสภา เกิดกระบวนการกินรวบ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าประเทศ ส่วนเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารไทยรักไทย ถึงเพื่อไทยโดน 2 ครั้ง ความเจ็บปวดค่อนข้างเยอะ และเป็นเรื่องที่สังคมไทย สังคมโลกไม่ยอมรับ และไม่มีเหตุใดมาสนับสนุนให้มีการทำรัฐประหาร เพราะตามกระบวนการประชาธิปไตยสามารถแก้ปัญหาได้ คนทุจริตก็คัดออก เชื่อว่าประชาชนที่จะเลือกตั้งเขารู้อยู่แล้วว่าใครเทา ใครดำ ก็ถูกคัดออกตามระบบ ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับเพื่อไทยยันยืนว่าไม่เอาเทา แต่ช่วงนี้เป็นอำนาจของประชาชนเป็นผู้เลือก เมื่อเลือกมาแล้วเสียงของประชาชนไม่มีเทา ไม่มีดำ เพราะประชาชนตัดสินแล้ว ดังนั้นเพื่อไทยไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆ ขอให้มีแนวนโยบายและอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะขับเคลื่อนได้