เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เวลา 14.00 น. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว กรณีการตอบโต้ของพรรคประชาชน โดยการแถลงวันนี้ นายชูวิทย์ มาพร้อมกับไวท์บอร์ด จอโปรเจคเตอร์ พร้อมกับตั้งโต๊ะ และนำป้ายคำว่า “ราษฎรเต็มขั้น” มาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นได้นำเอาส้ม 4 ผลใส่จานมา พร้อมกับโจ๊ก 1 ถุง และกระถางธูป มาจัดวาง

โดยนายชูวิทย์ ได้เปิดสไลด์จำนวนคดีที่ถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องร้อง 7 คดี มาเปิดให้สื่อมวลชนดู ก่อนอธิบายว่า ตนต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทย และพูดเรื่องเขากระโดง และนี่คือสิ่งที่ตนได้ คือคดีที่พรรคภูมิใจไทยฟ้องทั้งคดีแพ่ง อาญา ซึ่งตนต่อสู้ และศาลยกฟ้องหมด ยืนยันว่าตนทำเพราะบริสุทธ์ใจ อย่าคิดเลยว่าตนรับงานมา เพราะตนมีคดี และต่อสู้คดีตามกระบวนการ แม้จะป่วยในปี 2566 ถึงขนาดว่าไปดูสุสาน เพราะก่อนหน้าฉีดคีโมอยู่ 30 ถึง 50 รอบ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีนี้ ตนเองถือว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน

นายชูวิทย์ กล่าวว่า พรรคส้มเป็นพรรคที่ตัวเองเลือก ตนรัก ‘คุณวิโรจน์ คุณโรม คุณไอซ์’ รักหลายๆ คน ถ้าไม่รักไม่ไปเลือก แต่การเลือกต้องมีเหตุผล เพราะเราเป็นราษฎรใหม่ ราษฎรเต็มขั้น ต้องรู้เรื่องการเมือง ราษฎรต้องฉลาดเท่าทันนักการเมือง

จากนั้น ได้ชี้แจง 3 ประเด็น โดยประเด็นแรก คือ เรื่องบิ๊กโจ๊ก โดยนายชูวิทย์ หยิบถุงโจ๊กขึ้นมา และยืนยันว่าเรื่องของบิ๊กโจ๊กขอแลกตำแหน่ง ตนมองว่าไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว การที่ต่อรองตำแหน่งนักการเมืองเสียหายตรงไหน แล้วถามว่ามีใบเสร็จหลักฐานจะฟ้อง เรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่คุณฟ้องได้ เพราะก็โดนมาเยอะแล้ว และเรื่องของบิ๊กโจ๊ก เริ่มมาจากที่มีการพูดเรื่องเทา เขาพูดเรื่องเทาๆ ก็หมายถึงว่าพรรคประชาชนมีนโยบายต่างๆ ในการปราบคอร์รัปชัน ปราบเทา ซึ่งบิ๊กโจ๊กเป็นคนให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้างกับคุณโรม แต่พอมองไปทั้งพรรค ไม่มีใครรู้เรื่องเทาซักคน ซึ่งถ้าตำรวจอย่างบิ๊กโจ๊ก เคยเป็นรอง ผบ.ตร. ต้องมีประสบการณ์ มีความรู้มีหลายอย่างที่รู้เรื่องพอที่จะเอาไปให้ข้อมูลกับพรรคส้มได้ ถ้าไม่มีคดีทองแท่งเรื่องราวต่างๆ เพราะก็พูดในแนวเดียวกัน คือต้องการปฏิรูปวงการตำรวจ

ส่วนประเด็นเรื่องบิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ที่หลายคนมองว่ามีคนสั่งการให้ทำแบบนี้ นายชูวิทย์ ย้ำว่า ตัวเองรักส้ม แต่เมื่อถ้าผิดพลาดในการเลือกอนุทิน เอาคะแนนของตนไปให้คุณอนุทิน ก่อนจะเปิดข้อความในไลน์ เพื่อพิสูจน์ว่ามีความจริงใจมากแค่ไหน ซึ่งในไลน์จะแสดงให้เห็นว่า บิ๊กแดง กับตน เป็นกัลยาณมิตรกันมากกว่า 30 ถึง 40 ปี และไม่สามารถปฏิเสธความเป็นเพื่อนได้ ตนกินเหล้าด้วยกัน สมัยก่อนก็คุยกัน รู้จักกันมาตั้งแต่อเมริกาจนมาถึงวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าตนมีอุดมการณ์ตรงแบบเดียวกัน และบิ๊กแดงบังคับให้ตนคิดแบบเดียวกันไม่ได้

นายชูวิทย์ ยังระบุว่า บุคคลสำคัญไม่พ้นนายธนาธร มีท่าทีที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในลักษณะเดียวกับนักการเมือง ซึ่งบอกแล้วว่าการเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป “เวลาที่ธนาธรคุยกับทักษิณก็ไปคนเดียว เวลาไปพูดกับอนุทินก็ไปคนเดียว คุณโรม คุณวิโรจน์ไม่รู้เรื่องหรอก” ดังนั้นเรื่องบิ๊กโจ๊ก ตนพูดด้วยความปรารถนาดี ว่ามันไม่มีอะไรเสียหาย เพราะคุณทำงาน ก็ต้องได้รับผลตอบแทน การปฏิรูปวงการตำรวจเพราะควรที่จะต้องทำ ยกเว้นอย่างเดียว ถ้าจะมองว่าโจ๊กน่ารังเกียจในช่วงนี้ ซึ่งข้อมูลที่โรมพูด ทั้งตั๋วช้าง มันไม่มีทางที่จะได้ข้อมูลง่ายๆ

โดยในแชตข้อความ ที่ส่งให้บิ๊กแดงโดยตลอด ซึ่งเขาไม่เคยตอบรับตนเลย ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 และยืนยันว่าไม่เคยคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ไล่ย้อนไปจนถึงปี 66 คุยแต่เรื่องตลกโปกฮาสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และในปี 66 ตนชูมือให้นายพิธา และบิ๊กแดงมีอำนาจอยู่ ก็ไม่เคยมาห้ามตน ไม่เคยมาบอก นี่คือความเป็นเพื่อน เรากินข้าวกันสนุกสนาน แต่ไม่เคยคุยเรื่องการเมือง คำว่ามิตรภาพมันเหนือการเมือง สำหรับตน กับบิ๊กแดง เราไม่คุยเรื่องการเมือง เราคุยเรื่องตลก

ส่วนประเด็นที่ 3 คือ เจตนารมณ์ของตน ก่อนกล่าวว่า ตนคิดว่าคุณธนาธร มี Hidden Agenda มากกว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือน การบอกว่าเป็นนักการเมืองใหม่ แต่นายธนาธรมักไปอยู่คนเดียว สำหรับตนคำว่ามืออาชีพ คือจะต้องมีประสบการณ์เยอะ เช่นเดียวกับเรื่องการเมือง มันต้องมีประสบการณ์ที่รู้เท่าทัน สิ่งที่ทำย้อนกลับทุกอย่าง มาจากปากนายธนาธร

ทั้งนี้ ตนไม่อยากตอบโต้นายวิโรจน์ และยืนยันว่า ไม่ได้จะด่าพรรคส้มเพื่อให้จบคดีภูมิใจไทย คดีจบไปตั้งแต่ปลายปี 68 แล้ว ตนบริสุทธิ์ใจ เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง ทั้งนี้สมัยหน้าตนไม่ต่อต้าน มันจบสมัยนี้ คุณทำ คุณรับโทษตรงนี้ซะก่อน สิ่งที่คุณทำมันร้ายแรง เพราะฉะนั้นเรื่องเจตนารมณ์ของตนนั้น อย่ามองเจตนารมณ์ผิด ตนเปิดสงครามสั่งสอน นี่คือโลกของการเมือง

ทั้งนี้การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญ แก้มา 20 ครั้ง ถ้าแก้แล้วประชาชนรวยจริง คนไทยรวยมหาศาลแล้ว เพราะมันแก้เยอะมาก ส่วนใครกล่าวหาว่า ตนบอกว่า พรรคส้มเลว ตนขอสาปแช่งให้ตาย โดยเฉพาะ “ตือโป๊ยก่าย” พรรคส้มอย่าเข้าใจผิด ตนต่อต้านเฉพาะครั้งนี้ เหตุผลเพราะคุณกระทำการผิด เอาเสียงของประชาชนไปให้คนอื่น และทำให้เขาเติบโต

จากนั้นนายชูวิทย์ ชูผลส้มขึ้นมาก่อนพูดว่า “คุณจะทำลายระบบนี้ คุณทำสมัยเดียวไม่ได้ คุณต้องใช้เวลา และเวลาคุณยังอีกเยอะ เพราะการที่เปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหันในประเทศ คุณไม่เคยเปลี่ยนได้ ถ้าเปลี่ยนได้จริงอย่างที่คุณสร้างฝันมา มันเปลี่ยนนานแล้ว” นายชูวิทย์ ยืนยันว่า กับคุณวิโรจน์รักกัน กับพรรคส้มก็รัก แต่สำหรับครั้งนี้ยังไม่เลือก

นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้ขัดขวาง ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก แต่เชื่อว่าจะบริหารรัฐบาลได้ไม่สำเร็จ ไม่ดี มันเหมือนกับส้มมันยังไม่ได้เวลากิน กินมันก็เปรี้ยว รอให้สุกงอมก่อน โอกาสหน้ายังมี

เมื่อถามว่าที่เป็นแบบนี้ เพราะรักมาก เลยแค้นมาก ใช้คำนี้ได้ไหม นายชูวิทย์ กล่าวว่า เออ ถ้าใช้คำนี้ตนจะไม่ว่า ยืนยันว่าไม่ได้แค้น แต่ผิดหวัง ที่รู้ไม่เท่าทันเกมการเมืองแบบนี้ ผิดหวังที่ต่อรองเจรจาแบบนี้ และผิดหวังที่ทำให้ยักษ์แคระกลายเป็นยักษ์ใหญ่ และถ้าวันนั้นยุบสภากับเพื่อไทยไป คุณเป็นยักษ์ใหญ่ อยู่ตัวเดียว แล้วคะแนนเกิน 250 ด้วย แต่ก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะมันจะทำให้คุณแหลมคมขึ้น ไม่ให้ซื่อๆ เซ่อๆ แบบนี้ต่อไป

นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า คะแนนเสียงครั้งนี้ มองว่าตัวเลขของพรรคประชาชนไม่เกิน 120 เสียง ซึ่งนี่ถือว่าเก่งแล้วด้วย แต่ที่ตนประเมินคือ 90 กว่าถึง 100 เสียง เมื่อให้วิเคราะห์ว่าพรรคไหนจะมา คุณไปตั้งให้พรรคน้ำเงินเขาใหญ่มาเอง ไม่งั้นเอกนิติ สีหศักดิ์ ศุภจีไม่มา คุณให้เขามาเอง เห็นไหมว่า คุณหาคู่แข่งมาให้ตัวคุณเอง พร้อมย้ำว่า อนาคตไม่แน่อาจจะเลือกพรรคส้ม แต่ครั้งนี้ไม่เลือกส้ม

ช่วงท้ายการแถลง นายชูวิทย์ ได้หันไปหยิบกระถางธูปและจานส้มขึ้นมา พร้อมถามว่า “ต้องเอาไปจุดเซ่นเขาหรือเปล่า” กลายเป็นว่าทุกคนแตะเขาไม่ได้ เพราะโดนด้อมส้มลง แต่ขอบอกก่อนว่าผมไม่กลัว ผมไม่ได้ต้องการคะแนน ด้อมส้มที่วิจารณ์และด่าบอกแล้วว่าด่าได้ไปเถอะ ไม่ได้กลัว ไม่ได้สนใจ เพราะไม่ได้อยู่ในสายตา

ทุกวันนี้ผมต้องจุดธูป เพราะด้อมส้ม และคนไทยเป็นแบบนี้ สมัยก่อนเชียร์จนคนมานั่งด่าว่า “ทหารมีไว้ทำไม” รุกรานแล้วก็เฉไฉ ไปเรื่องการปกป้องสิทธิทหารเกณฑ์ ยืนยันว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ก็แบ่งแยกกัน “สีเหลือง-สีแดง” แบบนี้ควรหมดยุคได้แล้ว คุณเป็นการเมืองแบบใหม่ไม่ใช่หรือ?

“ผมเป็นคนๆ เดียว ถ้าทำให้สะเทือนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งจะตายห่า ผมไม่ได้มีหน่วยงานหรือ IO อะไร ไม่ได้มีพรรคหรืออะไรทั้งสิ้น” นายชูวิทย์ กล่าว

เมื่อถามว่าในวันที่ 25 ม.ค.69 ที่พรรคประชาชนจะปราศรัยที่สามย่านมิตรทาวน์ ที่ใช้ชื่อว่า “เชื่อในประชาชน” จะไปร่วมฟังหรือไม่ นายชูวิทย์ บอกว่า ก็อาจจะไปตั้งโต๊ะก๋วยเตี๋ยว กินกาแฟ ฟังในยูทูบ เพราะไม่อยากไปป่วนในงาน เราไม่ทำแบบนั้น ให้เขาทำงานของเขาไป ตนให้กำลังใจ

นายชูวิทย์ ย้ำว่า การออกมาพูด ทุกครั้งเป็นการเตือน แต่คุณก็มองว่าโพสต์รุนแรง คุณจำได้หรือไม่กับท่านบรรหาร ที่เสียสัจจะ ตนขึ้นป้ายทั่วกรุงเทพฯ เลย “สัจจะนิยม” จนถูกฟ้องแต่ตนก็ชนะ เพราะการต่อสู้กับพรรคการเมือง คือการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารที่ดีที่สุดคือตอนนี้

นายชูวิทย์ ยังฝากถึงพรรคส้มทุกคนด้วยว่า การเมืองจะทำให้พวกคุณเปลี่ยนไป พวกคุณต้องระวังตัวไว้ให้ดี วันนี้คุณก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นคุณอยากทำในสิ่งที่คุณทำ ตนก็อยากจะทำในสิ่งที่ตนจำเป็นต้องทำก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกเพราะคุณเอาคะแนนที่ผมยกมือให้ไปให้โหวตให้คนอื่น ตนก็มีสิทธิ ในฐานะราษฎรที่มาต่อว่าคุณ แล้วคุณบอกว่าตนมี Hidden Agenda ตนว่าคุณมีมากกว่าอีก แล้วคุณธนาธร ไม่มีเหรอ ที่ไปคุยกับคุณทักษิณ-คุณอนุทิน ไม่มีเหรอ แล้วพาคุณวิโรจน์ไปด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า หากกลับตัวกลับใจพร้อมให้อภัยใช่หรือไม่ นายชูวิทย์ ถึงกับร้อง เอ้อ ถ้าพูดแบบนี้ถูก ถ้ากลับเนื้อกลับตัวและยอมขอโทษ แต่การขอโทษก็ขอโทษแบบไม่จริงใจ เพราะคุณขอโทษแบบผ่านๆ ขอโทษก็ได้นะ ขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ มันคนละเรื่อง คุณต้องขอโทษว่าเลือกพรรคผิด ที่ไปเลือกพรรคคุณอนุทินในช่วงนั้น พูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ คุณทำให้เขาเติบโตยิ่งใหญ่มาแข่งกับคุณ

“ผมเป็นพวกคุณ แต่คุณเอาคะแนนผมไปยกให้อีกคน แบบนี้มันไม่ถูก มันเท่านี้เอง ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ออกมาพูด เพราะคุณบอกว่าไม่มีเทา แต่ปรากฏว่ามีเทาขึ้นมา 2 คน และขอบอกเลยเดี๋ยวมี ราย 3-4-5 มาอีก ส่วนที่ไปขึ้นดีเบต หากไม่เก่งก็อย่าไปขึ้น ทั้งหมดนี้คือเตือนทั้งนั้น ไม่รักจริงไม่เตือนแบบนี้หรอก” นายชูวิทย์ กล่าว

เมื่อถามว่าระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ให้อภัยพรรคใดได้ง่ายกว่ากัน นายชูวิทย์ ย้ำว่า จบแล้วกับพรรคภูมิใจไทย เพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่ติดใจ อะไรผ่านแล้วผ่านเลย

เมื่อถามถึงกรณีที่ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน ประกาศบนเวทีดีเบตเวทีหนึ่งจะไม่โหวตให้นายอนุทินแล้ว ส่วนตัวเชื่อหรือไม่ นายชูวิทย์ บอกว่า คุณเท้งไม่ควรพูดแบบนั้น เพราะคุณเท้งเป็นคนเอาพรรคน้ำเงินมาเอง แต่บอกว่าจะไม่โหวตเป็นครั้งที่ 2 แสดงว่าครั้งแรกโหวตผิด อีกทั้งการเมืองโปร่งใส คุณบอกว่าต้องบอกก่อนว่าใครจับมือกับใคร แต่ประชาชนยังไม่เลือกใครเลย คุณอยากไปดูถูกประชาชนว่าประชาชนต้องเลือกคุณ กลับกลายเป็นว่าคุณเป็นคนดีคนเดียว คนอื่นเป็นคนแย่หมดต้องเลือกคุณหรือเลือกฝั่งนู้น หากอีกฝั่งได้ แต่ผมไม่โหวตให้คุณ แต่หากผมได้ คุณมาหาผมได้แต่ต้องทำตามเงื่อนไข แบบนี้มันดูประหลาด คุณผลักมิตรออกหมด แต่ในทางการเมืองเป็นการประนีประนอมเพื่อคุณจะได้โอกาสในการทำงาน และมองว่าหากคุณได้มีโอกาสร่วมรัฐบาลก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว 3-4-5 กระทรวง เพื่อไปแสดงฝีมือ แบบนี้จึงถือว่าเป็นการเมืองใหม่ ไม่ใช่ล้มกระดานแล้วเอา professional ใครที่ไหนก็ไม่รู้ไม่เคยทำงานราชการมา แบบนี้ถือว่าไม่ใช่คุณต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วอีก 500 คนในพรรคของคุณยังคุมไม่ได้เลย เพราะบอกว่าไม่มีหลักฐาน

“ผมวิจารณ์ไป คุณก็จะหาว่าเป็นศัตรู ยืนยันว่าไม่ได้เป็นศัตรู เป็นเพียงประชาชนที่ให้โอกาสคุณไปแล้วแต่เอาโอกาสไปปู้ยี่ปู้ยำผิดเอาเอง” นายชูวิทย์ กล่าว

ต่อมา นายชูวิทย์ ได้หยิบส้ม 1 ลูกขึ้นแกะแล้วลองชิม เมื่อชิมแล้ว อุทานว่า “อื้อออ ผมว่าต้องบ่มอีกหน่อย อย่าไปเร่งเกินไป มันไม่ดี ให้เวลาอีกหน่อยมันจะดีกว่านี้ อย่าไปเร่ง เร่งเกินไปมันไม่ดี วันนี้อาจจะต้องใช้เวลา มันไม่จำเป็นที่จะต้องเร็วเพราะมันยังจืดอยู่”

บางอย่างมันยังจืดอยู่ ยกตัวอย่างเช่น บรรดานักวิชาการไม่เข้าใจ การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ อย่างพรรคภูมิใจไทยที่จัดให้ “ท็อป วราวุธ” ลำดับที่ 3 เพราะเขามาทั้งพรรคแต่พรรคส้มคุณเอา “Technocrat” เข้ามาอยู่ลำดับต้นๆ แล้วทิ้งคนทำงานเพื่อพรรคไปหมด เช่น “ไอซ์ รักชนก” ลำดับที่ 28 ซึ่งส่วนตัวมองว่าแบบนั้นไม่ใช่เซฟโซนเลย แล้ว ไอซ์ รักชนก เอง ก็ไปวิ่งเหนือ ใต้ ออก ตก และบอกเลยว่าต่อไปนี้คุณจะมีปัญหา แตกแยก และทะเลาะกันเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ แม้คุณธนาธร จะพยายามเอา สส.เด็กๆ เข้ามา แต่ปัญหาคือไม่ลงพื้นที่ นี่คือสิ่งที่คุณสู้พรรคใหญ่ไม่ได้ เพราะพรรคใหญ่มีระบบอุปถัมภ์ แต่คุณกลับเอาเด็กอย่างเดียวเชื่อฟังคุณอย่างเดียว แต่ปรากฏว่า มันไม่ยึดโยง ครั้งแรกอาจจะใหม่จริง แต่จากนั้นประชาชนเห็นแล้วว่าเลือกไปไม่เห็นหน้าแล้ว ก่อนจะทิ้งท้ายอีกว่า “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะส้ม”

จากนั้น นายชูวิทย์ หยิบส้มมาชิมอีกที พร้อมอุทานว่า “อื้อหืออออ เปรี้ยว! ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่ารอสมัยหน้าแล้วกัน มันเปรี้ยวไป ต้องรอหน่อย อาจจะดี แต่นี่ส้มไปหรือนี่คือส้มเก๊หรือเปล่า ยังไม่ถึงเวลา พรรคส้มใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนหิวโหยอำนาจ มันจะทำให้คุณเปลี่ยนไป คุณต้องมีอุดมการณ์ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้”

นายชูวิทย์ ยังกล่าวว่า การที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกันในพรรคมันไม่เท่าเทียมหรอก คุณธนาธรเขาเสียงใหญ่ แล้วไปต่อรองกลับมาบอกเด็กๆ หรือไม่ อยากฟังหรือไม่ว่าเสียงของเด็กๆ ในพรรคส้มพูดถึงเรื่องนี้ยังไง

ต่อมานายชูวิทย์ได้อ่านแชตให้สื่อฟัง ซึ่งเป็นแชตของสายในพรรคส้ม ที่พูดถึงเรื่องนี้ ว่า “ผมอยากบอกคุณชูวิทย์ว่า ที่ไม่พอใจเราเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาผมยืนยันว่า ผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างถึงที่สุดกับเพื่อนในพรรค การโหวตไม่ได้เป็นคำสั่งของใคร ผมสาบาน และเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ คือการแกล้งก็ต้องแก้ รธน. ในวันนั้น ถูกลดสเปก โดยไม่บอกล่วงหน้า ผมก็รับไม่ได้เช่นกัน”

นายชูวิทย์ ย้ำว่า เสียงนี้เป็นเสียงของเด็กดีในพรรคส้ม เป็นคนที่ทำงาน โดยแย้มว่านี่คือเสียงของผู้สมัคร สส.เขต ที่ไม่ใช่ พื้นที่กทม. ก่อนจะบอกว่า แล้วแบบนี้จะไม่สนับสนุนเรื่องอะไร เพียงแต่เวลายังไม่ถึง แล้วคุณธนาธร ใช้วิธีเผด็จการทางปัญญา ไม่เช่นนั้นไม่ได้ลง คนจึงกลัว อย่างคนนี้ก็ไม่ได้เห็นด้วยแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

“เรื่องการตรวจสอบประวัติก็ถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งที่ไม่มีประสบการณ์ ถ้าคุณมีประสบการณ์ ป่านนี้ดีกว่านี้ คุณอย่าไปชิงสุกก่อนห่าม เรื่องนี้ขอย้ำเลยเพราะคุณทำงานเพื่อบ้านเมือง ถ้าคุณไม่ได้ไปรัฐบาลจะตาย จะเดือดร้อนหรือไม่ หรือถ้าคุณไม่ได้ 250 แต่ตอนนี้เอาให้ได้ 150 ก็เก่งแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าการเมืองใหม่ของคุณทำไมรีบร้อนแบบนี้ ทำไมต้องเปลี่ยนไปแบบนี้ อย่างคุณปิยบุตร ก็ไม่เป็นอาจารย์แล้ว” นายชูวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย