นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเสนอทบทวนมติ ครม. เมื่อ 17 มิ.ย. 68 เพื่อขยายความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย จากเดิมที่อนุมัติเฉพาะกลุ่ม อ้อยสดคุณภาพดี 100% ในกรอบวงเงินรวม 5,175 ล้านบาท

ปัจจุบันจ่ายเงินกลุ่มแรกเสร็จสิ้นแล้ว 1.26 แสนราย เป็นเงิน 4,687 ล้านบาท คงเหลือเงิน 487 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม จึงขออนุมัติจ่ายเงินเพิ่มเติมให้เกษตรกรอีก 4,667 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 6.91 ล้านตัน แบ่งเป็น กลุ่มแรก ชาวไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อยเผาแต่มีสิ่งปนเปื้อน (ไม่เกิน 5%) ให้หักส่วนเกินออกและจ่ายเฉพาะส่วนดีกลุ่มนี้ครอบคลุม 1,053 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท

ส่วนกลุ่ม 2 เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้ โรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 คู่สัญญาวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเอทานอลอยู่ที่ 62.34 ล้านบาท ปริมาณอ้อย 9 แสนกว่าตัน และกลุ่มที่ 3 เกษตรกรส่งอ้อยสด 100% ให้ โรงงานน้ำตาลทรายแดง 109 คู่สัญญา วงเงิน 3.61 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินเพิ่มเติม 477.04 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบวงเงินเดิมที่ ครม. เคยอนุมัติไว้ โดย ก.อุตฯ จะเร่งเสนอเข้า ครม. โดยเร็ว

ด้านกรณีเหตุเพลิงไหม้โรงงานในช่วงฤดูร้อนบ่อยครั้งว่า กำชับนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยกระดับมาตรการความปลอดภัยและเฝ้าระวังเชิงรุกทั่วประเทศ ส่วน 3 มาตรการหลักที่ต้องนำมาใช้อย่างเข้มข้น เพื่อลดความสูญเสีย บางส่วนดำเนินการไปแล้ว เช่น ออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการ และสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นประจำปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด 11 มี.ค. ที่ผ่านมา

สำหรับมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ กรอ. ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เน้นกลุ่มโรงงานพลาสติก กระดาษ สี และยางรถยนต์ จะต้องฝึกอบรมเข้มออนไลน์ทุกเดือน และลงพื้นที่ฝึกซ้อมแผนความปลอดภัยในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตั้งเป้าผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่า 6,000 รายต่อปี

“มาตรการสุดท้ายข้อบังคับตามกฎหมาย ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม 2552 กำชับให้โรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ติดตั้งระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติในจุดเสี่ยง ต้องมีถังดับเพลิงขนาด 4.5 กก. เพียงพอต่อพื้นที่ ส่วนคลังสินค้าพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บวัตถุไวไฟ 14 ตร.ม. ขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”