เป็นกระแสฮือฮา..หลังจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวตจาก 7% เพิ่มขึ้นเป็น 10% ล่าสุด “แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า ข้อเสนอการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจอย่างมากต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและภาคประชาชน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุมเร้ารอบด้าน
การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะไม่ได้กระทบเพียงผู้ประกอบการเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่งของรัฐบาล
“สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การดีดตัวสูงขึ้นของค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและการดำเนินกิจการ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในที่สุด หากมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากการกลับมาใช้แวต 10% รัฐบาลจะมีมาตรการหรือโครงการใดที่จะปักหมุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มเกษตรกร ให้เห็นผลเชิงประจักษ์ในการพลิกโฉมสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้เราต้องมองภาพรวมว่า เมื่อแวตขยับเป็น 10% ต้นทุนน้ำมันที่ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิต และแวต จะเพิ่มขึ้นเท่าไร ค่าไฟฟ้าและค่าเดินทางจะไปต่ออย่างไร ทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนที่ซ้ำเติมประชาชน”
ทั้งนี้ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลใช้กลไกภาษีเหมาจ่าย ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล ฟุตพรินต์ เพื่อสร้างความถูกต้อง เป็นธรรม และป้องกันช่องว่างในการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมเสนอให้พิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมภาษีย้อนหลังเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ ซึ่งก่อนจะตัดสินใจปรับขึ้นแวต รัฐบาลควรพิจารณาช่องว่างทางภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยเฉพาะการดึงแรงงานนอกระบบที่มีสัดส่วนสูงถึง 51% ให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีมากขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาโกยรายได้แต่ภาษีไม่เข้าประเทศไทย
สำหรับข้อเสนอการก้าวผ่านวิกฤติสงครามการค้าโลก เช่น การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอัจฉริยะ รัฐบาลต้องวางแผนกลยุทธ์พลังงานเชิงบูรณาการ โดยนำเทคโนโลยีเอไอ และระบบดิจิทัล แดชบอร์ด มาใช้กำกับควบคุมและติดตามผลแบบเรียลไทม์, กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อต่อเอสเอ็มอี, บังคับใช้กฎหมายและปกป้องระบบเศรษฐกิจ ปราบปรามธุรกิจนอมินี ทุนเทา และสินค้าไร้มาตรฐานอย่างจริงจัง
ส่วนความมั่นคงและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ บริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เน้นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ยั่งยืน เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันในระยะยาว, แก้ไขหนี้สินเชิงรุกและเติมทุนแต้มต่อ เร่งสะสางหนี้ครัวเรือนและหนี้เอ็นพีแอลที่เรื้อรังมาจากวิกฤติโควิดและภัยธรรมชาติ, การพัฒนาคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับทักษะแรงงานสู่พลเมืองเอไอ และเปลี่ยนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นบัตรผู้มีงานทำ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ผลักดันเกษตรกรและเอสเอ็มอี



