แม้ป้ายหาเสียงผู้สมัครรับเลือกตั้งสสส.ยังไม่เห็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนนัก แต่ละพรรคการเมืองโชว์นโยบายเน้นเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ เพราะมองว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนเข้าใจง่ายมากกว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้จัดงาน TEI:Thai Envi Next เวทีแรกเพื่อผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองใหญ่ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ 2569 พร้อมร่วมกันถอดรหัสสัญญาณเตือนสิ่งแวดล้อมไทย 2568-2569 ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน ) (TIJ) การจัดงาน ได้นำเสนอนโยบายพรรคผ่านคลิปวิดีโอ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเปิดเปิดงาน ว่าปัญหาหลักของโลกในปัจจุบันและอนาคตมี 3 เรื่องใหญ่ คือ
1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดน้ำท่วมถี่และรุนแรงขึ้น
2. ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจากการสูญหายของสิ่งมีชีวิตเดิมและการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
3. ปัญหามลพิษ เช่น PM 2.5 และขยะขณะที่ World Economic Forum ระบุว่าใน 10 ประเด็นปัญหาของโลก มีเรื่องสิ่งแวดล้อมติดอันดับถึง 5 ประเด็น ได้แก่ วิกฤตอากาศสุดขั้ว, ความหลากหลายทางชีวภาพ, การเปลี่ยนแปลงของระบบโลก, การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และมลพิษ
ทั้งนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองในปี 2026 คือการใช้ถ่านหินและน้ำมันเชื้อเพลิง, ขยะอาหาร, พลาสติก, การตัดไม้ทำลายป่า, และมลพิษทางอากาศ ขยะแฟชั่น (Fast Fashion) กลายเป็นประเด็นใหม่ที่ก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เช่นเดียวกับเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการคาดการณ์และทำนาย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง นอกจากนี้อุณหภูมิโลกที่สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างหนัก โดยเฉพาะปะการังฟอกขาวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี และวิกฤตไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในกระแสเลือดของมนุษย์ทุกคน

ดรวิจารย์ กล่าวต่อว่า ดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index 2026) จัดให้ไทยมีความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 17 ของโลก จากเดิมอันดับที่ 72 สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีความเสี่ยงเป็นเมืองหลวงที่ได้รับผลกระทบอันดับต้นๆ ของโลก
อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 1,000 รายทั่วประเทศ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัญหา PM 2.5 มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยปัญหาน้ำท่วมและขยะ โดยมีข้อเรียกร้องถึงพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ให้เร่งรัดนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การออกกฎหมายอากาศสะอาด (57%) การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และการจัดการขยะครบวงจร
**พรรคประชาชน”ปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิตพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พรรคมีเป้าหมายเร่งด่วนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเสนอแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่แม่นยำและเตรียมพร้อมล่วงหน้า พร้อมตั้งเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นกว่าแผนเดิมของรัฐบาลถึง 15 ปี เพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน
สำหรับปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ พรรคพร้อมขับเคลื่อนกลไกตามพระราชบัญญัติอากาศสะอาดผ่านศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งจุดความร้อนและการเจ็บป่วยของประชาชน เพื่อการเตือนภัยและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยจะเน้นการให้ทางเลือกแก่เกษตรกรเพื่อลดการเผาและเสริมอำนาจท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ขณะที่การจัดการขยะจะมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และจัดระบบคลัสเตอร์บริหารจัดการบ่อขยะกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศให้ได้มาตรฐาน รวมถึงการขยายระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลให้ครอบคลุมทุกระดับอำเภอ
นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองและพื้นที่อนุรักษ์ การดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำและทรัพยากรทางทะเลเพื่อวิถีประมงที่ยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ โดยจะใช้เทคโนโลยีป้องกันสัตว์ป่าบุกรุกพื้นที่เกษตร และจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงผ่านระบบลงทะเบียนฝังชิป พร้อมสนับสนุนสถานพักพิงสัตว์จรจัดที่ได้มาตรฐาน โดยมีสวัสดิการรักษาสัตว์และสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจ ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนผ่านการปฏิรูประบบงบประมาณ เทคโนโลยี และกฎหมาย เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพสูงสุด
“เพื่อไทย” เล็งใช้เอไอจัดการภัยพิบัติ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ตั้งเป้าหมายนำประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการยึดมั่นในกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเน้นความร่วมมือกับนานาชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก ความสำเร็จจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการทำงานร่วมกับต่างประเทศควบคู่ไปกับการยกระดับนโยบายภายในประเทศอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการผลักดัน พรบ.อากาศสะอาด ที่มุ่งเน้นทั้งมิติสุขภาพและการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพรรคพร้อมดำเนินการออกกฎหมายลูกทันทีเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้โดยไม่เกิดภาวะขาดทุน พร้อมกันนี้ได้ชูนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและค่าฟีดเดอร์ 10 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะโดยใช้เงินลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน
นอกจากนี้พรรคมีแผนจัดตั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติที่นำ AI และข้อมูลดาวเทียมภายใต้โครงการ Space Economy มาใช้ร่วมกับกระทรวงกลาโหมเพื่อดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและสร้างโอกาสในธุรกิจอวกาศ ส่วนด้านพลังงานได้ตั้งเป้าปลดล็อกพลังงานสะอาดทั้งโซลาร์เซลล์และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดค่าไฟให้เหลือ 3.70 บาท พร้อมสนับสนุนงานวิจัยพลังงานฟิวชันและเทคโนโลยี Synthetic Biology เพื่อสร้างวัสดุแห่งอนาคต เช่น ซีเมนต์ทางเลือกและน้ำมันโลว์คาร์บอน รวมถึงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Green Premium ให้มีราคาที่สามารถแข่งขันได้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
สำหรับภาคเกษตรกรรม พรรคเน้นการลดการเผาผ่านการปรับปรุงคุณภาพดินด้วยจุลินทรีย์ เพื่อไถกลบตอซังข้าวภายใน 3 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนคูปองปุ๋ยและการตรวจสภาพดิน ขณะที่ระดับชุมชนจะมีการใช้กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน (SML)เข้ามาช่วยสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ การ ส่ง เสริม ผลิตภัณฑ์ กรีน พรีเมียม มี ความ จำเป็น ต้อง ทำ ให้สินค้าราคาถูกกว่าสินค้าที่ไม่ได้คำนึงด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้มีนโยบาย จัดการขยะด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
“ภูมิใจไทย”เน้นสร้างรายได้ซื้อขายคาร์บอนเครดิต
นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทย อดีต รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคมุ่งเน้นทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นลูกหลาน โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ หัวใจสำคัญคือแนวคิด เศรษฐกิจสีเขียว พลัส ที่จะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและเอกชนมีความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อรองรับมาตรการสากลอย่าง CBAM ของกลุ่มประเทศอียู ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจน เช่น การมี ฉลากคาร์บอน และการจัดตั้ง มาตรฐานคาร์บอนเครดิต รวมถึงกระดานซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการอนุรักษ์ผ่านภาคการพัฒนา ซึ่งคาร์บอนเครดิตนี้ จะเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะต้องไม่เป็นภาระแต่ต้อง สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ผ่านส่วนแบ่งจากคาร์บอนเครดิตเพื่อเป็นฐานของเศรษฐกิจชุมชน
ส่วนบริษัทใหญ่ก็สามารถนำเครดิตเหล่านี้ไปซื้อขายกับนานาประเทศได้ ในมิติของทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของรายได้ประเทศ พรรคเน้นการบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวในจุดต่าง ๆ เพื่อรักษาธรรมชาติให้สวยงามไปจนถึงคนรุ่นหลัง
“ประชาธิปัตย์”หนุนโซลาร์รูฟ 5 ล้านครัวเรือน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าจะมุ่งเน้นการพลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนขยะให้เป็นทองและเปลี่ยนภาระให้เป็นทุน” โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืน และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในการรับมือกับสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
ประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการผลักดันคาร์บอนเครดิตและพันธบัตรป่าไม้ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในระหว่างการดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน ขณะที่ด้านพลังงานได้เสนอแนวทางการนำเข้าพลังงานสะอาดผ่านระบบอาเซียนกริด (ASEAN Grid) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการนำส่งพลังงานและช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงโดยไม่กระทบงบประมาณภาษี พร้อมกันนี้ยังมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ให้กับ 5 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืน
นอกจากนี้ พรรคชูแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยีซูเปอร์เซ็นเซอร์และข้อมูลดาวเทียมเพื่อระบุแหล่งที่มาของการเผาป่าอย่างแม่นยำ ส่วนการจัดการขยะจะใช้ระบบเปลี่ยนพลาสติกให้กลายเป็นพลังงานหรือน้ำมัน พร้อมวางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ให้เกิดการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงผลักดันนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว มีมาตรการจูงใจกับผู้ประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ไทยก้าวใหม่”เน้นแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เผยว่า พรรคชูนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติเป็นวาระเร่งด่วน ย้ำถึงการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ เพื่อกำหนดให้การดูแลและจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิ์และการเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยที่ภาครัฐไม่สามารถบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบด้วยการอ้างเหตุสุดวิสัยหรือภัยธรรมชาติเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน
สำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พรรคให้ความจำเป็นในการจัดการพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบ โดยจะผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน เพื่อป้องกันไม่ให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล รวมถึงจังหวัดในแถบภาคกลาง อาทิ อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี ต้องประสบอุทกภัยซ้ำซากทุกปี นอกจากนี้จะเร่งผลักดันให้กฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อคืนสิทธิในการหายใจที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชน
ยืนยันว่าพรรคไทยก้าวใหม่ยังมีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรม “ทุนเทา” ที่ขาดความรับผิดชอบและปล่อยสารพิษทำลายสุขภาพของคนในพื้นที่ โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง การลดการทำลายป่า และการเพิ่มพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนตั้งแต่ระดับอนุบาล เพื่อเป็นการวางรากฐานการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“โอกาสใหม่” เศรษฐกิจสีเขียวที่แข่งขันได้จริง
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตปลักระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รรคโอกาสใหม่ เปิดตัวยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียวที่แข่งขันได้จริง”
เน้นการผลักดัน พ.ร.บ. สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด เพื่อสร้างงานคุณภาพและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมีไฮไลต์ด้านพลังงานดังนี้ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน: ลดการนำเข้าพลังงาน เพื่อความมั่นคงและค่าไฟที่ถูกลงในระยะยาว โซลาร์รูฟชุมชนสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ ให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคายุติธรรม เทคโนโลยี CCS ผลักดันการดักจับและกักเก็บคาร์บอน เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอน และเพิ่มเพิ่มสัดส่วนการใช้ พลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ยังชูแนวคิด “เกษตรไม่จน” ด้วยการเปลี่ยนสู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรคาร์บอนต่ำที่ปลอดการเผา 100% เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 พร้อมสร้างรายได้ทางเลือกให้เกษตรกรจากการขายคาร์บอนเครดิตและการดูแลระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงภัยที่แม่นยำระดับสากล และเน้นการเปลี่ยนงบประมาณชดเชยเยียวยาให้เป็นการสร้างโอกาสและจัดสรรสวัสดิการสิ่งแวดล้อมที่ทั่วถึง เพื่อเปลี่ยนทุกวิกฤตโลก ร้อนให้เป็นความเข้มแข็งของประเทศอย่างยั่งยืน
“รวมไทยสร้างชาติ” ชูนโยบายแยกขยะจากต้นทาง
นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่า มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเบ็ดเสร็จผ่านการยกระดับมาตรการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อลดปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน พร้อมทั้งพิจารณามาตรการกีดกันหรือควบคุมสินค้าที่ก่อมลภาวะไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย รวมถึงการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในไทย นอกจากนี้ยังพร้อมเร่งรัดผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และสนับสนุนกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนในไทยเพื่อนำไปหักลดหย่อนค่าธรรมเนียมซีแบม (CBAM) ของยุโรป ช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ
นอกจากนี้ พรรคมีแผนกำหนดเขตเมืองมลพิษต่ำและส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมยกระดับอาชีพซาเล้งให้เข้าสู่ระบบเพื่อรองรับพระราชบัญญัติ EPR ในการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ขณะที่การจัดการขยะประเภทอื่นจะมีการบังคับใช้กฎหมายหยุดการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้ห้างสรรพสินค้าหรือโรงงานขนาดใหญ่ต้องทำบัญชีขยะอาหารตามหลัก BCG โมเดล รวมถึงการสร้างแนวทุ่นดักขยะก่อนไหลลงสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาดด้วยการออกกฎหมายโซลาร์เสรีที่ไม่ต้องขออนุญาต
“พลวัต” ชูการทูตเชิงรุกแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน
นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า พรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง “การทูตเชิงรุก” หรือ “การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์” เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับในการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษข้ามแดนจากทั้งกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ และไม่ยอมรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับหลักการ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Business and Human Rights) โดยระบุว่าการประกอบธุรกิจใดๆ ต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชน หากธุรกิจมีการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) หรือการทำเกษตรกรรมในประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีการควบคุมจนส่งผลกระทบมายังคนไทย จะต้องมีการใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวด
“ ไทยสร้างไทย”พร้อมผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับ
นายปริเยศ อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ พรรคไทยสร้างไทย เผยว่า หากพรรคไทยสร้างไทย ได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลและมีจำนวน ส.ส. มากพอ พร้อมจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับทันที ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด, กฎหมายการจัดการขยะพิษ และกฎหมายการจัดการขยะหมุนเวียน (EPR) เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมุ่งหวังที่จะสร้างอนาคตและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลาน
“ความล้มเหลวของสภาชุดที่ผ่านมาและฝ่ายบริหารที่ไม่สามารถผลักดันกฎหมายหรือนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการอ้างถึงความสำเร็จในการลดการเผา แต่มาตรการที่ออกมากลับสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกร ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทยจึงมุ่งเน้นการหาจุดสมดุลระหว่างวิถีชีวิตเกษตรกรและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยจะต้องมีมาตรการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป”นายปริเยศ อังกูรกิตติ กล่าว
/-/-



