จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ซึ่งนายไชยชนก ได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก
แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนก จึงได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้มีการเชิญนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์
อีกทั้งเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 1.บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่อยู่เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2.บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด 3.บริษัท ทีไอดีซี จำกัด 4.บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 ซึ่งเป็นบ้านของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสารเอกสาร และพยานวัตถุอย่างเครื่องสแกนม่านตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง 4 ชุด ก่อนตรวจยึดเพื่อนำไปขยายผลตรวจสอบถึงแหล่งฐานข้อมูลการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลภายในระบบ ก่อนพิจารณาว่าอาจมีการกระทำใด ๆ เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 20 ม.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เปิดเผยว่า สำหรับการออกหมายเรียก นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ให้เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยานในวันที่ 20 ม.ค. นั้น คณะพนักงานสอบสวนมีความประสงค์ขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ อย่างไร รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด และบริษัทฯ มีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งว่านายโอภาส ต้องเดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตด้วยการขับรถยนต์ คาดว่าจะถึงกองคดีฯ ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนก็ได้จัดเตรียมทีมรอพบนายโอภาสไว้แล้ว ทั้งนี้ บทบาทความเกี่ยวข้องของนายโอภาสกับเครื่องสแกนม่านตา เนื่องด้วยเจ้าตัวเป็นกรรมการของทั้งบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) จึงต้องหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทั้งสองบริษัท
คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยอีกว่า บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับตัว MOU โดยตรง แต่ด้วยความที่บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ก่อนที่นายโอภาส จะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทนั้น เคยมีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติมาก่อน ซึ่งก็ได้มีการซื้อขายหุ้นกันตามปกติ จนทำให้นายโอภาส ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทฯ ดังนั้น กระบวนการสอบปากคำพยานของคณะพนักงานสอบสวนจึงค่อนข้างมีจำนวนเยอะ แต่เราก็พยายามไล่เรียงสอบปากคำพยานให้ครบถ้วนที่สุด ล่าสุดสามารถสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วมากกว่า 20 ปาก มีทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามที่ปรากฏเป็นข่าว (นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวัลลภ รุจิรากร ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
ส่วนกรณีว่าจะมีการเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU มาให้ปากคำในฐานะพยานหรือไม่นั้น เราก็จะพิจารณาเชิญมาให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ในตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเอกสาร MOU ก่อน
คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยต่อว่า สำหรับการเตรียมผ่าเครื่องสแกนม่านตาทั้ง 4 ชุด ที่คณะพนักงานสอบสวนตรวจยึดมาได้จากการเข้าตรวจค้นในพื้นที่บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) คณะพนักงานสอบสวนได้มีการประสานงานกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แต่อย่างไรเราจะต้องรอฟังข้อมูลและขอความยินยอมจากนายโอภาส เฉิดพันธุ์ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะนายโอภาสถือเป็นเจ้าของครอบครอง หรือก็ต้องสอบถามด้วยว่าใครเป็นเจ้าของเครื่องสแกนม่านตาที่แท้จริง
“เครื่องสแกนม่านตา ตามข้อมูลการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการนำเข้าเครื่องจากต่างประเทศ โดยมีการเซตระบบไว้เรียบร้อยแล้ว” คณะพนักงานสอบสวน ระบุ
คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยด้วยว่า สำหรับฐานความผิดที่ดีเอสไอพิจารณาในตอนนี้จากการทำงานของเครื่องสแกนม่านตา คือ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดี สอบสวนสืบสวนพบว่า ในการแจ้งความประสงค์ให้ประชาชนใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา บอกเพียงว่าเป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์ และเมื่อสแกนม่านตาก็จะได้เหรียญดิจิทัล เพื่อไปแลกเป็นเงิน แต่ในข้อเท็จจริงเรากลับพบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด และบันทึกข้อมูลม่านตาของประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ตามที่กล่าวอ้าง แต่มันกลับบอกได้ว่าเป็นมนุษย์คนไหน จึงเหมือนเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนจากทั้งหมดที่แจ้งต่อผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีฐานความผิดตามกฎหมายของ ก.ล.ต. หรือ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทางผู้แทนของ ก.ล.ต. ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เบื้องต้น 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญเถื่อน หรือนายหน้าเถื่อน โดยในส่วนนี้ทาง ก.ล.ต. ก็เปิดโอกาสให้บุคคลทั้ง 5 ราย ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยว่า ส่วนกรณีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่อง MOU ดังกล่าว ซึ่งถ้าหากทางคณะกรรมการฯ มีความประสงค์ขอข้อมูลการสอบสวนส่วนใดของดีเอสไอ เราก็สามารถดำเนินการให้ประสานข้อมูลในส่วนนั้นได้ ซึ่งเป็นการทำงานสอดประสานกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้วมากกว่า 20 ราย มีทั้งข้าราชการประจำกระทรวงดิจิทัลฯ ข้าราชการฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่พนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลไอที และคนไทยที่เคยใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ (20 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องกองคดียาเสพติด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ได้นัดหมายสอบปากคำ “นายโอภาส เฉิดพันธุ์” กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ในฐานะพยาน เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด.



