นักวิทยาศาสตร์ออกโรงเตือน มหาสมุทรของโลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือที่เรียกว่า ‘การเปลี่ยนระบอบ’ (regime shift) หลังพบว่าสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งงานวิจัยชี้ว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นแนวโน้มระดับโลกที่เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน และการปนเปื้อนสารอาหารจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น น้ำไหลบ่าจากภาคเกษตรและมลพิษทางน้ำ
The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ซึ่งศึกษาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา (University of South Florida – USF) ระบุว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา สาหร่ายทะเลขนาดใหญ่ หรือ ‘มาโครแอลจี’ บานสะพรั่งมากขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 13.4% ในเขตร้อนของมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกตะวันตก โดยการขยายตัวเริ่มดังกล่าวเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นหลังปี 2008 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตาของระบบมหาสมุทรโลก
ดาวเทียมปรากฏภาพสาหร่ายทะเลบานสะพรั่ง
‘ศาสตราจารย์ชวนหมิน หู’ (Chuanmin Hu) ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์จาก USF และผู้เขียนหลักของงานวิจัย อธิบายว่า ก่อนปี 2008 แทบไม่มีรายงานการเกิดสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่ในระดับรุนแรง ยกเว้นซาร์กัสซัมในทะเลซาร์กัสโซ แต่หลังจากนั้น สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแนวซาร์กัสซัมแอตแลนติกขนาดใหญ่ (Great Atlantic Sargassum Belt) ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียม แนวสาหร่ายนี้ทอดตัวยาวตั้งแต่อ่าวเม็กซิโกไปจนถึงปากแม่น้ำคองโก นอกจากนี้ ยังพบการบานสะพรั่งของสาหร่ายเป็นวงรอบหมู่เกาะแชแทม ใกล้นิวซีแลนด์ ซึ่งองค์การนาซาบันทึกภาพไว้ รวมถึงปรากฏการณ์ ‘เรดไทด์’ นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ที่ส่งผลกระทบต่อชายฝั่ง การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

“ในระดับโลก เรากำลังเห็นมหาสมุทรเปลี่ยนจากพื้นที่ที่แทบไม่มีสาหร่ายขนาดใหญ่ ไปสู่มหาสมุทรที่มีสาหร่ายเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก” ศาสตราจารย์หูกล่าว พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทะเลโลก
AI ช่วยเปิดภาพรวมของสาหร่ายทะเลทั้งโลก
เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเป็นระบบ นักวิจัยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมกว่า 1.2 ล้านภาพ ระหว่างปี 2003-2022 โดยใช้โมเดลดีปเลิร์นนิงตรวจจับสัญญาณของสาหร่ายลอยน้ำ กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายเดือน และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพรวมของการกระจายตัวของสาหร่ายทะเลในระดับโลกเป็นครั้งแรก
ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่า สาหร่ายทะเลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่สาหร่ายขนาดเล็กอย่างไฟโตแพลงก์ตอนเพิ่มขึ้นเพียง 1% ต่อปี เท่านั้น ที่น่าสังเกตคือ การเพิ่มขึ้นของทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นเด่นชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สอดคล้องกับอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นเร็วขึ้นหลังปี 2010 นักวิจัยยังพบจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2008, 2011 และ 2012 สำหรับสาหร่ายหลายชนิดในมหาสมุทรต่างพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ไฟโตแพลงก์ตอนกลับไม่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในแบบเดียวกับสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่าระบบนิเวศทางทะเลอาจกำลังปรับสมดุลใหม่ และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทุกกลุ่มจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้
ความเสี่ยงต่อภูมิอากาศและสมดุลทางทะเล
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากสาหร่ายทะเลยังขยายตัวต่อเนื่อง มหาสมุทรอาจกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพใหม่ที่มีสาหร่ายขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลักมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้อาจทำให้ผิวน้ำมืดลง แสงส่องลงสู่ทะเลได้น้อยลง และกระทบต่อความสามารถของมหาสมุทรในการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงสมดุลของระบบทะเลโดยรวม



