สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ว่ารายงานของยูเอ็นระบุว่า การใช้น้ำเกินขนาด มลพิษ การทำลายสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศมานานหลายทศวรรษ ได้ผลักดันระบบน้ำหลายแห่งให้อยู่ในจุดที่เกินจะฟื้นตัวได้
รายงานโดยสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นยู-ไอเอ็นดับเบิลยูอีเอช) ระบุว่า ภาวะขาดแคลนน้ำและวิกฤติน้ำไม่เพียงพอที่จะอธิบาย “ความเป็นจริง” ของสถานการณ์น้ำบนโลกได้อีกต่อไป ทั้งนี้ คำเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือน เกี่ยวกับอนาคตที่ยังสามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะที่โลกได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่
At the launch of the Global Water Bankruptcy report at the UN Headquarters press briefing in New York, Kaveh Madani, Director of UNU-INWEH, states that the old normal is gone and presents Global Water Bankruptcy as a diagnosis of persistent system failure.#WaterBankruptcy pic.twitter.com/aPJelhkpND
— UN University-INWEH (@UNUINWEH) January 20, 2026
รายงานเสนอคำว่า “ภาวะล้มละลายทางน้ำ” ซึ่งเป็นสภาวะที่การใช้น้ำในระยะยาวเกินกว่าปริมาณที่เติมเต็มได้ และทำลายธรรมชาติอย่างรุนแรง จนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นระดับเดิมได้ในทางปฏิบัติ โดยสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ของโลกหดตัวลง และจำนวนของแม่น้ำสายหลักไม่มีน้ำไหลลงสู่ทะเล ในบางช่วงของปี ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อย ๆ
โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไปเป็นสัดส่วนมหาศาล ประมาณ 410 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเกือบเท่ากับสหภาพยุโรป หายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
การลดลงของน้ำบาดาลเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของวิกฤติดังกล่าว โดยประมาณ 70% ของแหล่งน้ำบาดาลหลัก ใช้สำหรับน้ำดื่มและการชลประทาน ขณะที่ “เดย์ซีโร” หรือวันที่ความต้องการเกินกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



