เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สบอ.3 สาขา เพชรบุรี พร้อมด้วย นายพัชระ ทรัพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง นายศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หุบกะพง ปล่อยแถวชุดลาดตระเวนป้องกันรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่า เพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายป่ารวมไปถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้และสัตว์ป่า และเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่ป่าชะอำ-บ้านโรง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ทั้งนี้ นายธีรชาติ ได้สั่งการมอบนโยบาย กำลังพลผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการลาดตระเวน ได้แก่ สายตรวจปราบปราม ส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร สายที่ 1, พื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง, หน่วยพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าแม่คะเมย, สถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง, พื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพุสวรรคในการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติด้านป่าไม้และสัตว์ป่า โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนรวมไปถึงการฝังตัวในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่า อีกทั้งยังได้ลาดตระเวนเพื่อป้องกันไฟป่าหมอกควัน โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ เดือน ก.พ.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลไฟป่า

พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจด้านการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน ตลอดจนปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง. โดยขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งและพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด หากพบเห็นเหตุไฟป่าหรือการลักลอบเผา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือสายด่วนพิทักษ์ 1362 ได้ทันที เพื่อร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายธีรชาติ กล่าวว่า หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย ตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 การตัดไม้และทำลายพรรณไม้กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดทำอันตรายหรือเก็บหาทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานฯ. ห้ามยึดถือครอบคลุม แผ้วถาง เผาป่า หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เสื่อมสภาพ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ห้ามล่าสัตว์ทุกชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สงวน สัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์ทั่วไป ห้ามล่อหรือนำสัตว์ป่าออกไป หรือกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าด้วยประการใดๆ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากเป็นการกระทำต่อสัตว์สงวนหรือสัตว์คุ้มครอง โทษจะหนักขึ้นตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าด้วย

ส่วนการเผาป่าถือเป็นความผิดร้ายแรงเพราะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและส่งผลต่อมลพิษทางอากาศ มีบทกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีพิเศษหากพบการเผาป่าทำให้เกิดความเสียหายแก่เนื้อที่เกิน 20 ไร่ โทษจะปรับเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนความเสียหาย มีบทลงโทษ ตัดไม้ /เผาป่า โทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 บาท ล่าสัตว์ป่า โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท. เก็บของป่า/ก่อกวน มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท หากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า รวมไปถึงการเผาป่าแจ้งที่ “สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362” ตลอด 24 ชั่วโมง.