เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำโดยนายทรงพล ทองกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์และประมงทุ่งปากขอ พร้อมด้วยชาว อ.บ้านนาเดิม และ ชาวตำบลทรัพย์ทวี กว่า 20 คน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งปากขอ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ต่อนายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี ประธานทำงานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย จ.สุราษฎร์ธานี กรณีที่สาธารณประโยชน์ทุ่งปากขอ ต.ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม

โดย นายทรงพล กล่าวว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งปากขอ ซึ่งเดิมเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันในการเลี้ยงวัว ควายและทำการประมงมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ต่อมามีผู้บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมันเกือบเต็มพื้นที่ แม้ว่าต่อมาทางราชการจะเข้าไปใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างแก้มลิงแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังคงมีผู้บุกรุกและแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดิน และมีความพยายามให้เพิกถอนที่หลวงเพื่อนำไปมอบให้ชาวบ้านที่อ้างว่าทำกิน มาก่อน พวกตนในฐานะประชาชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน มองว่าหากทางจังหวัดดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนบางกลุ่ม เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จึงได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องและคัดค้านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ที่อาจส่งผลให้มีการนำที่สาธารณประโยชน์ทุ่งปากขอ เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ของประชาชนไปเป็นอย่างอื่น

โดยขอคัดค้านการแต่งตั้งคณะทำงานฯ ที่มีกลุ่มที่บุกรุกอ้างสิทธิครอบครองในที่ดินทุ่งปากขอ ซึ่งมีจำนวนถึง 7 คน ไปเป็นคณะทำงานฯ เพราะอาจจะทำให้การพิจารณาเอนเอียงไปทางกลุ่มผู้ที่บุกรุกและไม่มีความเป็นกลาง เพราะในคำสั่งไม่มีการกำหนดบุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นๆ ที่รับรู้ รับทราบ หรือทำประโยชน์ประเภทอื่น รวมอยู่ในคณะทำงานเพื่อร่วมพิจารณา รวมถึงคัดค้านไม่ให้มีการพิจารณาเพื่อให้เกิดการยกเลิก น.ส.ล. ทุ่งปากขอเพื่อนำไปจัดสรรให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะควรจะสงวนไว้ให้ประชาชนทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ขณะที่ นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จะนำขอเรียกร้องและข้อเสนอของประชาชนที่มีผลกระทบต่อการพิจารณาการใช้พื้นที่ที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งปากขอ เสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมต่อไป ซึ่งปัญหาความขัดแย้งกี่ยวกับที่ดินทุ่งปากขอเรื้อรังมานานแล้ว หลังมีการแย้งสิทธิครอบครองจากกลุ่มไทยทรงดำ ซึ่งได้มีการคัดค้านว่าที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าวออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินทำกินของชาวไทยดำ และเป็นการออกเอกสารผิดที่ผิดแปลง จนนำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา ด้วยการสอบแนวเขต ทำการรังวัดใหม่ และแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อยืนยัน โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัด และ ชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ตั้งแต่เมษายน 2568 โดยการแปลภาพ่ยทางดาวเทียมเปรียบเทียบแผ่นที่ทางทหาร ประกอบกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยา ยืนยันว่า ที่ดินสาธารณะประโยชน์ทุ่งปากขอ เป็นการออกเอกสารสิทธิ์หนังสือสำคัญแสดงที่หลวงที่ถูกต้องและไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์ของกลุ่มชาวบ้านก่อนการขึ้นทะเบียนหวงห้ามเมื่อปี 2475 และขณะทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญที่หลวงเมื่อปี 2529 ก็ไม่มีกลุ่มราษฎรคัดค้าน

นายจักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า ในการทำงานของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรววงมหาดไทย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21ม.ค.2569 ได้ยึดหลักความถูกต้องจากการตรวจพิสูจณ์พยานหลักฐาน และมีมติยืนยันว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และไม่สามารถเพิกถอนเพื่อนำไปให้ผู้หนึ่งผู้ใดครอบครองเป็นการส่วนตัวได้ ซึ่งตนใฐานะประธานคณะทำงาน จะรายงานผลการตรวจสอบคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรววงมหาดไทย จ.สุราษฎร์ธานีไปยังกระทรวงมหาดไทย ตามขั้นตอนต่อไป.