เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการก่อสร้างแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ อ.รัษฎา จ.ตรัง ของกรมชลประทาน วงเงินงบประมาณผูกพัน 5 ปี กว่า 350 ล้านบาท กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบข้อสังเกตสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะการดำเนินโครงการบนที่ดินเอกชน ซึ่งยังไม่ได้ซื้อหรือเวนคืนตามกฎหมาย แต่กลับมีการก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 106 ล้านบาท

โดยภายหลังชาวบ้านร้องเรียน ป.ป.ช. จึงลงพื้นที่โดย นายยุทธนา วิมลเมือง เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ป.ป.ช. ได้รับแจ้งข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่บ้านไร่ใหญ่ หมู่ 8 ต.ควนเมา อ.รัษฎา ให้ตรวจสอบโครงการขุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบข้อกฎหมายหรือไม่
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้น พบการขุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จริง แต่ไม่ปรากฏป้ายโครงการ ไม่มีสำนักงานสนาม ไม่มีการจ้างแรงงานในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นข้อสังเกตสำคัญในโครงการขนาดใหญ่ระดับร้อยล้านบาท

เปิดข้อมูลโครงการ งบ 350 ล้าน ผูกพัน 5 ปี ต่อมาในประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้เชิญสำนักงานชลประทานที่ 16 กรมชลประทาน เข้าชี้แจง พบว่าโครงการดังกล่าว คือโครงการก่อสร้างแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ งบประมาณ 350 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2567–2571) ปัจจุบันดำเนินการมาแล้ว 2 ปี และมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 106 ล้านบาท พื้นที่โครงการรวมประมาณ 300–400 ไร่ จำนวน 22 แปลง โดยกรมชลประทานมีแผนจะใช้วิธี ซื้อที่ดินจากเอกชนและนิติบุคคลซึ่งปมประเด็นสำคัญคือที่ดินยังมีข้อพิพาท แต่เริ่มมีการก่อสร้างแล้ว
อย่างไรก็ตามส่วนนี้ ป.ป.ช. ได้รับข้อมูลว่า ที่ดินในโครงการยังไม่สามารถซื้อหรือเวนคืนได้ เนื่องจากมีข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับเอกสารสิทธิ น.ส.3 และ น.ส.3 ก ที่ซ้ำซ้อนกัน แม้ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่กรมชลประทานอ้างอิง หนังสือยินยอมจากบริษัทเจ้าของที่ดิน ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2566 อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และก่อสร้างโครงการได้ โดยมีเงื่อนไขว่า หากกรมชลประทานไม่ดำเนินการเวนคืนภายใน 3 ปี เจ้าของที่ดินมีสิทธิยกเลิกการยินยอม

ทั้งนี้ ป.ป.ช. ตั้งคำถาม หนังสือยินยอมเพียงพอหรือไม่? ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบ ว่ากรมชลประทานสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินดำเนินโครงการก่อสร้างถาวรขนาดใหญ่บนที่ดินเอกชนที่ยังไม่ได้ซื้อหรือเวนคืนได้หรือไม่ เพียงอาศัยหนังสือยินยอม หากในอนาคตเจ้าของที่ดินยกเลิกการยินยอม โครงการจะเดินต่ออย่างไร และงบประมาณที่ใช้ไปแล้วจะเกิดความเสียหายหรือไม่
นายยุทธนา ระบุอีกว่า ความเสี่ยงอีกด้านคือ การประเมินราคาที่ดินในอนาคต เนื่องจากพื้นที่บางส่วนถูกขุดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ไปแล้ว ทำให้การตีราคาซื้อหรือเวนคืนอาจทำได้ยาก และอาจกระทบต่อความคุ้มค่าเงินงบประมาณแผ่นดิน โดยทางกรมชลประทานได้ให้ข้อมูลว่า จะใช้คำสั่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ทางอำเภอรัษฎา และผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นคณะกรรมการในการพิจารณาราคา เพื่อที่จะให้อีกสำนักหนึ่งของกรมชลประทาน ไปซื้อที่ดินดังกล่าว ซึ่งการประเมินก็จะประเมินยากหรือไม่ เพราะขณะนี้ได้มีการดำเนินการขุดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ไว้แล้ว แต่ที่ดินทั้งหมดมี 22 แปลง ส่วนใหญ่จะเป็นของบริษัทแห่งหนึ่งจำนวนประมาณ 325 ไร่ ที่เบื้องต้นทางบริษัทได้ทำหนังสือยินยอมให้กรมชลประทานเข้าดำเนินการได้

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ได้ขอเอกสารสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ รายละเอียดสถานะที่ดินทั้ง 22 แปลง เอกสารการครอบครองที่ดิน เอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณกว่า 106 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการขอขยายเวลา ส่งผลให้การตรวจสอบเชิงลึกยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้มีเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่าที่ดินในโครงการส่วนใหญ่กว่า 325 ไร่ เป็นของบริษัทเอกชนรายเดียว ส่วนที่ดินอื่นๆ ยังไม่ปรากฏเอกสารที่ให้มายัง ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
วัตถุประสงค์ดี แต่ทำเลถูกตั้งคำถาม แม้โครงการจะมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอุทกภัยและจัดหาน้ำต้นทุนด้านการเกษตร แต่ข้อสังเกตสำคัญ ชาวบ้านมีการตั้งคำถามคือ แก้มลิงแห่งนี้ไม่ได้อยู่ติดหรือใกล้แม่น้ำตรัง ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมของพื้นที่และประสิทธิภาพของโครงการในระยะยาว

ประเด็นเฝ้าระวังและข้อสังเกตสำคัญ 1.โครงการรัฐสามารถก่อสร้างบนที่ดินเอกชนได้หรือไม่ หากยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย 2.หนังสือยินยอม 3 ปี เพียงพอรองรับโครงการงบผูกพัน 5 ปีหรือไม่ 3.ความเสี่ยงหากเจ้าของที่ดินยกเลิกการยินยอม ใครรับผิดชอบงบ 106 ล้านบาท ที่ใช้ไปแล้ว 4.การประเมินราคาที่ดินหลังมีการขุดอ่างแล้ว จะกระทบความคุ้มค่าเงินแผ่นดินหรือไม่ 5.เอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณยังไม่ครบถ้วน เปิดช่องตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
โครงการแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงโครงการจัดการน้ำ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และการเคารพหลักนิติรัฐ ที่สังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป.



