แม้เวลานี้ กระแสของพรรคสีแดง หรือพรรคเพื่อไทย ยังตกเป็นที่ 3 ยังไม่สามารถแซงหน้า พรรคสีน้ำเงินอย่างภูมิใจไทย และพรรคสีส้มอย่างประชาชนได้ แต่แกนนำของบรรดาพรรคเพื่อไทย ต่างประกาศที่จะกวาดเก้าอี้ส.ส.ในการเลือกตั้งรอบนี้ให้ได้ อย่างน้อย 200 เสียง เพื่อให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อหวังสานต่อนโยบายเดิมและขับเคลื่อนนโยบายใหม่เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

วันเลือกตั้งทั่วไปกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่เพื่อนำเสนอแนวคิด แนวนโยบาย ของบรรดาพรรคการเมืองพรรคใหญ่ ที่คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแกนนำที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิมีเสียงในการเลือกคนที่จะเข้ามาพาประเทศให้เดินได้อย่างมั่นคงต่อไป

“ต้องยอมรับว่าเวลานี้ สิ่งที่ชาวบ้านอยากให้แก้ไขมากที่สุด คือ เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้อง ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสำนักวิจัยไหน ผลสำรวจที่ออกมาทุกครั้งประชาชนคนไทยก็ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัยหาปากท้องด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงให้ความสำคัญและโฟกัสในเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องหลักที่สำคัญของประเทศ มากกว่าที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคไหน” เป็นประโยค ที่ “พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เปิดฉากอรรถาธิบาย

นายแพทย์พรหมินทร์ หรือหมอมิ้ง ระบุว่า ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลนั้น ยืนยันว่าประสบความสำเร็จในการประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น โดยสะท้อนให้เห็นจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ใน 4 ไตรมาส ของรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่สามารถขยายตัวเฉลี่ยได้มากกว่า 3% แม้ว่าจะเกิดวิกฤตสารพัดรวมไปถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 67 จีดีพีขยายตัวได้ 3% ขณะที่ไตรมาสต่อมา ขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% ส่วนในไตรมาสแรกของปี ถัดไป หรือปี 68 ขยายตัวได้ 3.2% และไตรมาสต่อมา ขยายตัวได้ 2.8%

ไม่เพียงเท่านี้…ในช่วงที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มีผลงานให้เห็นอย่างชัดเจน ถึง 31 ผลงาน โดยยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้ประเทศสูญเปล่า แต่ยังทำให้เรามีความพร้อมและมีความเข้าใจที่ชัดเจน อย่างน้อยที่สุดก็มีคนเข้าไปบริหารแล้วรู้ปัญหาที่แท้จริง แล้วทำจริง ทำเป็น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่เป็นเรื่องสำคัญ การสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่จะส่งผลกับประเทศอย่างมากในระยะยาว ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ปัญหาไป โดยทำทันที บริหารงานทันที ดูแลจนจบ ให้การชดเชยอย่างเหมาะสม แม่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

มาในรอบนี้ จากการที่ไปพูดคุยกับภาคเอกชน ในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ องค์กร พบว่าภาคเอกชนต้องการให้เข้ามาแก้ไขปัยหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป จึงทำให้ย้อนกลับมาดูเรื่องของ อินเฟลชั่น ทาร์เก็ตติ้ง ที่พบว่าไม่เข้าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1-3% จึงต้องการเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ โดยแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง ต้องปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ซึ่งในประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์ที่ใช้นโยบายดูแลในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าดูแลเรื่องเงินเฟ้อ ก็สามารถดูแลเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถดูได้ว่าแต่ละปีมีเงินเข้าออกอย่างไร

ขณะที่ไทยนั้นด้อยกว่าต่างประเทศไม่สามารถแข่งขันได้เพราะสินค้าส่งออกมีราคาที่แพงกว่าคู่แข่งจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง “ภารกิจเร่งด่วน”เพื่อคุ้มครองภาคส่งออกและฟื้นสภาพคล่องในระบบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ตามเป้าหมาย

ขณะที่ในเรื่องของการแก้หนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายจะเข้ามาดำเนินการทันที เพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจในการต่อสู้ ในการใช้ชีิวต ในการเดินหน้าทำมาหากิน โดยนโยายที่เราออกแบบมาจะไม่ทำให้เกิดการจงใจเบี้ยวหนี้แน่นอนต่อไป โดยเฉพาะ หนี้เกษตรกร ที่มีหนี้มากที่สุดเพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ จึงต้องแก้ให้ได้ โดยพักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท

ขณะเดียวกันยังมีหนี้คนชรา หนี้เสียที่เกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 1 แสนบาท ในสถาบันการเงินรัฐไม่ต้องจ่าย โดยล้างหนี้ให้ ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วง ส่วนคนที่เป็นหนี้เสียที่ยอดต่ำกว่า 2 แสนบาท ก็ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อให้มีความรับผิดชอบ ส่วนคนที่เป็นหนี้่นอกระบบ จะให้แบงก์ของรัฐเข้าไปให้สินเชื่อเงินกู้ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อไปล้างหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง ส่วนคนที่เป็นหนี้ดีจ่ายตรงเวลา ก็จะจ่ายดีมีคืน ผ่อนฟรี 1 งวด ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท

แค่แก้หนี้ให้คนไทย คงไม่สามารถทำให้ทำมาหากินได้ จึงได้กำหนดทิศทางใหม่ในการผลักดันทั้งเรื่องของอุตสาหกรรม และด้านการเกษตร ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าช่วย โดยผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจมูลค่าสูง ขณะที่เกษตรต้องได้รับการดูแล นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% พรรคเพื่อไทยดูแลทั้งด้านต้นทุน ด้านการตลาด เช่น ข้าว เกษตรกรผลิตพันธุ์ข้าวที่ขายไม่ออก ทำให้ราคาตก

ดังนั้น จะให้พันธุ์ข้าวที่ดี ปุ๋ยที่ดี ดึงเกษตรกรมาเข้าระบบ แล้วรัฐบาลดูแลด้านการตลาด เปลี่ยนจากเดิมที่มีการชดเชยไร่ละ 1,000 บาท เช่นเดียวกับการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้เชื่อมต่อกับการเกษตร เป็นอะกริ ฟู้ด อินดัสทรี ซึ่งเรื่องนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่อยู่ที่ว่าใครทำเป็น

นพ.พรหมินทร์ บอกว่า เรื่องการท่องเที่ยว การจัด Tomorrow Land ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ก็เป็นฝีมือพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับการผลักดันอุตสาหกรรมเมดิคัล แอนด์ เวลเนส ไทยเป็นฐานที่ดีของการแพทย์ การนำพืชมาเป็นสมุนไพร เปลี่ยนเป็นยา ขมิ้นเป็นตัวอย่าง และมีอีกเยอะที่เรามีศักยภาพ นำการวิจัยที่อยู่บนหิ้งมาอยู่บนห้างให้ได้ ซึ่งการลงทุนของภาครัฐต้องลงทุนให้ถูกเรื่อง คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เอกชนลงทุนตาม สิ่งสำคัญคือถนน บนฟ้า เรือโลจิสติกส์ เพราะเราได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเส้นทางเหล่านี้สำคัญต่อการค้าขาย โดยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เวลานี้วุ่นวายมาก ทำให้ต้องดูแลเพื่อการค้าขายกันเองในภูมิภาค

ส่วนโครงการสำคัญที่สังคมจับตามองอย่างดิจิทัล วอลเล็ต นั้น ยืนยันว่า หากมีงบประมาณเพียงพอ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าต่อ แต่อาจมีการปรับรูปแบบเน้นช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน รวมถึงกลุ่มตกหล่น เพื่อเติมเงินส่วนต่างให้พ้นจากเส้นความยากจน และยืนยันเดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยมีแนวคิดเริ่มต้นในพื้นที่คลองเตย เป้าหมายสำคัญ คือ นำเศรษฐกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบลงทะเบียนผู้เล่นที่ชัดเจนเหมือนสิงคโปร์เพื่อนำรายได้เข้ารัฐ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ (พีพีพี) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

ด้าน “พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ” ผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คลัง กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.54 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการเดินสายโรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักของทีมรัฐบาล โดยใช้กลยุทธ์ดึงนางพญาเข้ามาลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น การดึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิ้ล ติ๊กต่อก เข้ามาตั้ง Data Center ระดับที่เรียกว่าไฮเปอร์ สเกล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สำคัญ อีกด้วย

ทั้งหมด…เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่กุนซือของพรรคเพื่อไทย ได้พยายามถ่ายทอดให้เห็นถึงทิศทางที่จะเดินในอนาคตข้างหน้า แต่ทั้งหลายทั้งปวงคงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่นโยบายเท่านั้น แต่อยู่ที่ฝีมือและเกมการเมืองว่าจะ “ไปต่อ”อย่างไร ต่างหาก!!