เบื้องหลังการหลอกลวงออนไลน์มูลค่ามหาศาล ไม่ได้มีเพียง “มิจฉาชีพ” รายย่อย แต่คือโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงทั้งทุนสีเทา การฟอกเงิน ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ 

“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม เพื่อสำรวจปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ กับ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  สะท้อนว่าอาชญากรรมข้ามชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความรุนแรงและรูปแบบของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  หากย้อนกลับไปตั้งแต่ เหตุวินาศกรรม 9/11 จะเห็นภาพองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในมิติของ “การก่อการร้าย” ซึ่งเชื่อมโยงกับการกระทำผิดอื่น ๆ เช่น การค้าอาวุธ การค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน

ในอดีตอาชญากรรมลักษณะนี้มุ่งเน้นการก่อการร้ายและขับเคลื่อนจากต่างประเทศ  ซึ่งไทยได้รับผลกระทบในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลาง ทำให้ถูกใช้เป็นพื้นที่ผ่าน หรือพื้นที่ตอบโต้ อย่างไรก็ตาม  5 ปีที่ผ่านมา หลังกลุ่มก่อการร้ายไอเอส (IS) ล่มสลาย ความรุนแรงด้านก่อการร้ายลดลง แต่พบอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะหลังการระบาดโควิด-19

สำหรับกลุ่มสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เมียนมา และกัมพูชา กลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญ  มีการเคลื่อนย้ายเครือข่ายซึ่งส่วนหนึ่งเป็น “นายทุนจีน” ที่ถูกกวาดล้างจากจีนถอยร่นลงมาตั้งฐานในพื้นที่ดังกล่าว  

กลุ่มเหล่านี้มีรากฐานมาจากแก๊งอาชญากรรมจีน เช่น กลุ่ม “14 K” และใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นพื้นที่ฟอกเงิน ด้วยการนำเงินผิดกฎหมายแปลงเป็นธุรกิจเพื่อใช้หมุนเวียน ขณะเดียวกันพื้นที่ผลิตยาเสพติดในเขตสามเหลี่ยมทองคำก็เป็นอีกส่วนสนับสนุนกระบวนการฟอกเงิน

พร้อมย้ำความหมายคำว่า “อาชญากรรมข้ามชาติ” ปัจจุบันยังไม่ต่างจากอดีต  คือการกระทำความผิดในประเทศหนึ่งแต่ส่งผลกระทบ หรือสร้างความเสียหายในอีกหลายประเทศ แค่เปลี่ยนรูปแบบจากก่อการร้ายเป็นอาชญากรรมไซเบอร์มากขึ้น เสมือนการ “กลายพันธุ์” ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลต่อรูปแบบรับมือหรือไม่  พล.ต.ต.เชิงรณ ระบุ ตนเคยทำวิจัยเกี่ยวกับ Hybrid Criminal” ซึ่งสะท้อนว่าอาชญากรรมมีโครงสร้างเชื่อมโยงตั้งแต่นโยบายระดับชาติ  จนถึงการแข่งขันของ “มหาอำนาจ” สองขั้วที่พยายามแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มอาชญากรรมและมิจฉาชีพ  เคลื่อนย้ายลงมาในภูมิภาคนี้ ประกอบกับโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนที่เปิดช่องทางคมนาคม  เปิดเสรีการเดินทางและการท่องเที่ยว ทำให้เกิดช่องโหว่ด้านการค้ามนุษย์และอาชญากรรมรูปแบบใหม่มากขึ้น

การทำงานของกลุ่มเหล่านี้มักมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่ตำรวจเพียงลำพัง ซึ่งเป็นเพียง “จิ๊กซอว์” หนึ่งชิ้นเท่านั้น

ส่วนคำถามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพลดลงหรือไม่ ปัจจุบันมีตำรวจสากล (Interpol) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูล โดยมีสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่สิงคโปร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นพิเศษ ขณะที่ไทยได้ร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเข้มข้น เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีและการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

“ท้ายสุดอาชญากรรมจะปรับตัวตามเทคโนโลยี  ยิ่งเทคโนโลยีอัจฉริยะมากเท่าใด การปลอมแปลงก็ยิ่งง่ายขึ้น คนร้ายจะใช้ช่องว่างเหล่านี้แสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะกับผู้ที่ขาดวิจารณญาณหรือมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ ขอให้ตั้งสติ  อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่อาศัยความโลภเป็นเหยื่อล่อ”

ต้องรับยอมรับว่าภัยคุกคามจากองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซับซ้อนและรุนแรงเกินกว่าที่ไทยจะรับมือได้ด้วยกรอบความคิดและวิธีการแบบเดิม ๆ  การปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงของประเทศยาว

ดังนั้น ทางเลือกของไทยจึงไม่ใช่การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย หรือการรักษาสถานะเดิม แต่คือการตัดสินใจเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การบริหารจัดการอาชญากรรมเชิงรุก ยกเครื่องสถาปัตยกรรมทางกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ตัดวงจรเงินองค์กรอาชญากรรม และร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งด้านการทูต เทคโนโลยี และกฎหมาย

เพราะการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่ภารกิจตำรวจซึ่งเป็นจิ๊กซอว์เพียงชิ้นเดียว แต่คือการเดิมพันด้วยความมั่นคงของชาติในโลกไร้พรมแดน และหากประเทศไทยยังติดอยู่ในกรอบการปราบปรามแบบเดิม ก็อาจเป็นได้เพียงผู้ไล่ตามในเกมที่อาชญากรเป็นผู้กำหนดกติกา ถึงเวลาต้องเปลี่ยน “เกมรับ” ให้เป็น “เกมรุก” ทวงคืนความปลอดภัยให้ประชาชน.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน