กรณีกระแสข่าวที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง กรณีทนายความชื่อดังรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับหญิงสาวอายุ 18 ปี กระทั่งต่อมา ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ออกมายอมรับว่าเป็นบุคคลตามกระแสข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทนายความส่วนตัวของฝ่ายหญิงอายุ 18 ปี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ และไม่ใช่การตบทรัพย์แต่อย่างใด

ทนายเหยื่อ ‘ทนายแก้ว’ โต้กลับ ยันไม่ใช่การตบทรัพย์ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่โรงแรมเมธาวลัย เรสซิเดนซ์ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน โดยก่อนเริ่มการแถลงข่าว ทนายแก้วได้ก้มกราบขอโทษไปยังคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทนายแก้วกล่าวเปิดใจว่า ตนรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษจากใจจริงต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ครอบครัวของตนเอง รวมถึงบุคคลใกล้ชิดและทุกคนที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด พร้อมยอมรับว่าการกระทำของตนเป็นความผิดพลาด คิดน้อย และเป็นสิ่งที่ตนผิดหวังในตัวเองอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 68 หลังจากนายหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย โทรศัพท์มาติดต่อ โดยแจ้งว่าทราบเรื่องจากนายเบนซ์ อาปาเช่ ซึ่งได้รับข้อมูลมาจากบิดาของหญิงสาววัย 18 ปี โดยอ้างว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 68 ระหว่างที่ทนายแก้วขับรถพาหญิงสาวออกจากศูนย์การค้าชื่อดังไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง และมีการกล่าวหาว่าทนายแก้วได้กระทำการจับหน้าอกและล่วงละเมิดในรถ

ทนายแก้วยืนยันว่า ตนตกใจกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และขอยืนยันว่าไม่ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา โดยยอมรับว่าได้นั่งรถไปด้วยกันจริง มีการพูดคุยกันตามปกติ และเมื่อถึงร้านอาหารก็รับประทานอาหารร่วมกัน มีการถ่ายภาพคู่ และหยอกล้อกันตามความสนิทสนม รวมถึงยอมรับว่ามีการป้อนอาหารให้ฝ่ายหญิงจริง ก่อนที่ตนจะลุกไปเข้าห้องน้ำ

อย่างไรก็ตาม ทนายแก้วกล่าวยอมรับว่า หลังรับประทานอาหารเสร็จและกลับมาที่รถ ระหว่างสตาร์ตรถ ตนได้ขาดสติและกระทำการกอด หอม และจูบฝ่ายหญิงจริง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง” และยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่รุ่มร่าม ไม่เหมาะสม และตนเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ทนายแก้ว ยังได้นำแชตสนทนาบางส่วนมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าเป็นการสนทนาที่ดีในบางช่วง ทำให้เกิดมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงหรือชักจูงเยาวชน และที่ส่งข้อความขอโทษไปนั้น เป็นการแสดงความจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ทนายแก้ว ตั้งข้อสังเกตว่า หากเหตุการณ์เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา ฝ่ายหญิงอาจต้องมีการบล็อกการติดต่อ หรือบิดาควรเข้าแจ้งความดำเนินคดีในทันที แต่กลับไม่มีการแจ้งความในช่วงแรก และมีการนำเรื่องราวไปเล่าต่อให้บุคคลหลายฝ่ายรับทราบแทน พร้อมกล่าวขอโทษนายหนุ่ม กรรชัย ที่มีการอ้างชื่อในบางกรณี เพียงเพราะต้องการให้สถานการณ์คลี่คลาย

ในประเด็นเรื่องการเรียกร้องเงิน ทนายแก้วเปิดเผยว่า ตนพยายามติดต่อเพื่อขอพูดคุยทำความเข้าใจกับฝ่ายหญิงและขอโทษบิดา แต่ถูกปฏิเสธ จึงติดต่อผ่านคนกลาง คือคุณแจง ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารร่วมกับบิดาของฝ่ายหญิง โดยได้รับการแจ้งว่าหากไม่มีเงิน 10 ล้านบาท ไม่ต้องมาพูดคุย ตนจึงต่อรองขอจบเรื่องที่ 1 ล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธ ก่อนจะมีการเรียกร้องตัวเลข 5–10 ล้านบาท และต่อรองลงมาเหลือ 2.5 ล้านบาท

ทนายแก้วกล่าวว่า ที่ยอมเจรจาเรื่องเงิน ไม่ได้หมายความว่ายอมรับว่าตนกระทำผิดร้ายแรง แต่ต้องการให้เรื่องจบ เนื่องจากรู้สึกอับอาย ถูกกดดันอย่างหนัก และมีการนำภาพการออกรายการ รวมถึงภาพบุตรของตนไปโพสต์ในลักษณะแขวนประจาน

สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการลบกล้องหน้ารถ ทนายแก้ว ยืนยันว่า ตนไม่ได้ลบกล้องแต่อย่างใด โดยกล้องที่ติดตั้งเป็นกล้องบันทึกภาพด้านนอกตัวรถ และไม่มีเหตุผลใดที่ต้องลบข้อมูล พร้อมย้ำว่ารถที่ขับเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ซึ่งสามารถเปิดประตูจากภายในได้ หากฝ่ายหญิงไม่ยินยอมจริง

ส่วนกรณีที่สภาทนายความจะดำเนินการตรวจสอบมรรยาทและจริยธรรม หรืออาจพิจารณาถอดถอนสถานภาพการเป็นทนายความนั้น ทนายแก้ว กล่าวว่า สุดแล้วแต่ ให้เป็นไปตามกระบวนการ พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้สื่อถามว่า “กังวลหรือไม่กังวล” เพราะตนยอมรับว่าพลาดไปจริง และพร้อมรับผลที่ตามมา

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ทนายแก้วกล่าวว่า เวทีนี้ไม่ใช่เวทีที่จะมาพูดในเชิงข้อกฎหมาย และไม่ต้องการนำประเด็นกฎหมายมาถกเถียง พร้อมขอให้สังคมให้โอกาสกับตน ขณะที่เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายจะขอพิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยยืนยันว่าครอบครัวของตนขณะนี้ยังคงให้กำลังใจกันและกัน