สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศปรับขยายเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ “ประกันสังคมมาตรา 33” เพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยจะเริ่มมีผล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป 

ประกันสังคมมาตรา 33 คือ ระบบประกันสังคมภาคบังคับสำหรับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการ หรือบริษัทเอกชน ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยผู้ประกันตนจะต้องมีอายุระหว่าง 15-60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้างทุกคน สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่สำคัญ

ข้อดีหลักของประกันสังคมมาตรา 33

  • มีหลักประกันให้กับชีวิตระหว่างการทำงาน : โดยมนุษย์เงินเดือนที่ทำประกันสังคมมาตรา 33 จะได้รับความคุ้มครองด้วยกัน 7 กรณี ประกอบด้วย การว่างงาน ประสบอันตรายหรือได้รับความเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต
  • สิทธิในการทำทันตกรรม และตรวจสุขภาพประจำปี : เป็นสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทุกปี โดยสิทธิในการทำทันตกรรมจะได้รับสูงสุดไม่เกิน 900 บาท/ปี และสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีได้ฟรี ณ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ
  • ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี : ตามสิทธิประกันสังคม ม.33 ผู้ประกันตนสามารถนำจำนวนเบี้ยสมทบ ม.33 ประกันสังคมไปขอลดหย่อนภาษีในปีภาษีนั้น ๆ ได้ โดยสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง

นอกจากประกันสังคมมาตรา 33 แล้ว ยังมีมาตรา 39 และมาตรา 40 ซึ่งแตกต่างกันอย่างไร?

ประกันสังคมมาตรา 39 คือ การประกันตนภาคสมัครใจสำหรับบุคคลที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อน แต่ได้ลาออกจากงาน และต้องการรักษาสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้ต่อเนื่อง หรือเรียกว่าเป็นคนที่เคยทำงานประจำแล้วลาออกไป

เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเคยส่งเงินสมทบตามมาตรา 33 มาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต้องสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ลาออก ผู้ประกันตนมาตรานี้จะต้องนำส่งเงินสมทบจำนวน 432 บาทต่อเดือนด้วยตนเอง และจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (ยกเว้นกรณีว่างงาน)

ประกันสังคมมาตรา 40 คือ ระบบประกันสังคมภาคสมัครใจที่ออกแบบมาเพื่อแรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งไม่เข้าข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 และไม่เคยสมัครมาตรา 39 มาก่อน โดยผู้สมัครต้องมีอายุ 15-65 ปีบริบูรณ์

จุดเด่นของประกันสังคม มาตรา 40 คือสามารถเลือกความคุ้มครอง และเงินสมทบได้ 3 รูปแบบตามความต้องการ ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 : จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน คุ้มครอง 3 กรณี (เจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต)

ทางเลือกที่ 2 : จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน คุ้มครอง 4 กรณี (เจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต และบำเหน็จชราภาพ)

ทางเลือกที่ 3 : จ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน คุ้มครอง 5 กรณี (เจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, บำเหน็จชราภาพ และสงเคราะห์บุตร)

ส่วนการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ของมาตรา 33 จะไม่ได้ปรับทีเดียวแบบก้าวกระโดด แต่จะเป็นการปรับแบบ “ขั้นบันได” แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  • ของเดิม : เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด (5%) 750 บาทต่อเดือน
  • ของใหม่ 3 ระยะ :

ระยะที่ 1 (ปี 2569-2571) ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท ปรับเงินสมทบสูงสุด (5%) 875 บาทต่อเดือน หรือจ่ายเพิ่มจากเดิม +125 บาท

ระยะที่ 2 (ปี 2572-2574) ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท ปรับเงินสมทบสูงสุด (5%) 1,000 บาทต่อเดือน หรือต้องจ่ายเพิ่ม +250 บาท

ระยะที่ 3 (ปี 2575 เป็นต้นไป) ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท ปรับเงินสมทบสูงสุด (5%) 1,150 บาทต่อเดือน หรือต้องจ่ายเพิ่ม +400 บาท

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคน ที่ต้องจ่ายด้วยวิธีคำนวณเงินสมทบใหม่ เพราะถ้าใครมีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท จะยังคงใช้รูปแบบเดิม

  • กรณีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท : จ่ายเท่าเดิม ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานใหม่ ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 12,000 บาท x 5% = จ่าย 600 บาท (เท่าเดิม)
  • กรณีเงินเดือนระหว่าง 15,000-17,500 บาท : จ่ายตามจริง 5% ของฐานเงินเดือน ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 16,000 บาท x 5% = จ่าย 800 บาท (จากเดิมจ่ายที่เพดาน 750 บาท เท่ากับจ่ายเพิ่มขึ้น 50 บาท)
  • กรณีเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป : จ่ายที่เพดานสูงสุดใหม่ของระยะที่ 1 ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 20,000 บาท หรือ 50,000 บาท จะคิดที่ฐาน 17,500 x 5% = จ่าย 875 บาท (จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 125 บาท)

จ่ายสมทบแพงขึ้น ได้สิทธิประโยชน์ใหม่อะไรบ้าง?

  • เจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน จาก 7,500 บาทต่อเดือน
  • ทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน จาก 7,500 บาทต่อเดือน
  • ว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน จาก 7,500 บาทต่อเดือน
  • คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง จาก 22,500 บาทต่อครั้ง
  • เงินสงเคราะห์ กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท จาก 90,000 บาทต่อครั้ง
  • เงินบำนาญ ส่งครบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน จาก 3,000 บาทต่อเดือน
  • เงินบำนาญ ส่งครบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน จาก 5,250 บาทต่อเดือน