เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 69 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เร่งยกระดับการเฝ้าระวัง ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างเข้มงวด ภายหลังการรายงานการระบาดในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันตนเองที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะ ค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ พร้อมประสานงานกับกรมควบคุมโรคในการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง
สถานการณ์เฝ้าระวังและแหล่งรังโรคแม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่สถานการณ์ในอินเดียที่พบผู้ป่วยยืนยันและมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 100 ราย ทำให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทย โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางจากอินเดีย ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยมี ค้างคาวผลไม้ เป็นพาหะหลัก เชื้อไวรัสสามารถพบได้ใน น้ำลาย ปัสสาวะ เลือด และอวัยวะภายในของค้างคาว

นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลสัตว์ป่า จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด “การฆ่าและชำแหละค้างคาวนอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไวรัสนิปาห์โดยตรง ซึ่งยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาจำเพาะในปัจจุบัน การป้องกันตนเองจึงเป็นมาตรการสำคัญที่สุด
ด้านกลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุสัตว์ป่า ได้แนะนำมาตรการป้องกันตนเองจากความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากธรรมชาติ ดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว ห้ามบริโภคค้างคาว หรือผลิตภัณฑ์จากค้างคาวโดยเด็ดขาด และ ห้ามจับค้างคาวด้วยมือเปล่า การจัดการผลไม้ไม่บริโภคผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาวหรือสัตว์อื่น ควรทิ้งผลไม้ดังกล่าว ทั้งลูก โดยไม่ฝานส่วนที่ถูกกัดทิ้ง การป้องกันส่วนบุคคลกรณีที่ต้องเข้าไปใกล้บริเวณที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น หมวก หน้ากาก N95 และ แว่นตาป้องกันละอองฝอย การปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง เช่น ปัสสาวะค้างคาว ต้องรีบล้างส่วนที่สัมผัสทันทีด้วยน้ำและสบู่ และหากบริเวณที่สัมผัสมีรอยขีดข่วน ควรใส่ยาฆ่าเชื้อหลังล้างด้วยน้ำสบู่การเฝ้าระวังอาการและการแจ้งแพทย์เนื่องจากไวรัสนิปาห์มีระยะฟักตัวประมาณ 4-14 วัน
นอกจากมาตรการสำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีคำสั่งแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในถ้ำ หรือพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ให้เพิ่มระดับการป้องกันตนเองอย่างสูงสุด โดยต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่เข้าปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น มูลหรือปัสสาวะค้างคาว
ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะประสานงานกับกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่นี้ต่อไป.



