สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐ ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ บุรุษพยาบาลไอซียู วัย 37 ปี เสียชีวิต ระหว่างการต่อสู้อย่างชุลมุนกับเขา บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ถึงสามสัปดาห์ หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซีอี) วิสามัญ น.ส.เรเน นิโคล กู๊ด วัย 37 ปี ในรถยนต์ของเธอ
Following the deadly shooting of 37-year-old Alex Pretti by a federal agent in Minneapolis, protests have escalated in the city.
— CBS News (@CBSNews) January 24, 2026
CBS News Minnesota's Frankie McLister spoke with a man who was arriving to a protest. "I had to come down here and see the spoke and I just can't… pic.twitter.com/2lsQlvXs2c
รัฐบาลของทรัมป์รีบกล่าวอ้างว่า เพรตติมีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับกรณีการเสียชีวิตของกู๊ด อีกทั้งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ยังชี้ให้เห็นถึงการค้นพบปืนพกและกระสุนในตัวเพรตติ

“เขาอยู่ที่นั่นเพื่อก่อความรุนแรง” นางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าว ขณะที่ นายสตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านนโยบายของทำเนียบขาว เรียกเพรตติว่าเป็น “มือสังหาร”
Tens of thousands of Minnesotans joined a massive general strike and protest in Minneapolis on Friday as part of the “ICE Out of Minnesota: Day of Truth and Freedom.”
— Middle East Eye (@MiddleEastEye) January 24, 2026
Residents refused to work, shop or go to school to demand that ICE leave the city and be held accountable for… pic.twitter.com/BkchvHAbtj
อย่างไรก็ตาม คลิปวิดีโอของเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดคำถามที่จริงจังเกี่ยวกับการอธิบายเหตุการณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ เนื่องจากช่วงเวลาเกิดเหตุ เพรตติกำลังถ่ายคลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่บนถนนที่กำลังควบคุมการจราจร

หลังเจ้าหน้าที่คนหนึ่งผลักผู้ประท้วงหญิงคนหนึ่งล้มลงบนทางเท้า เพรตติก็เข้าไปขวางระหว่างพวกเขา และถูกพ่นสารระคายเคืองใส่หน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็กดตัวเพรตติลงกับพื้น และเจ้าหน้าที่อีกหลายคนก็พยายามควบคุมตัวเขา ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ก็พบและดึงปืนออกมาจากกางเกงของเพรตติ และเปิดฉากยิงใส่เขาหลายนัดจนเสียชีวิต
ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา กล่าวถึงเหตุวิสามัญครั้งนี้ว่า “น่าสยดสยอง” และเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้นำการสอบสวน โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลกลางสหรัฐ “ไม่น่าไว้วางใจ” และทางการรัฐมินนิโซตาจะจัดการเรื่องนี้เอง.
เครดิตภาพ : REUTERS, AFP



