เมื่อวันที่ 26 ม.ค. เมื่อ “ความสงสาร” กลายเป็น “หนี้” และมิตรภาพถูกตั้งคำถาม เมื่อผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งออกมาเล่าประสบการณ์ตรงผ่านโพสต์ ระบายความอัดอั้นใจหลังให้เพื่อนยืมเงินด้วยความหวังดี แต่กลับไม่ได้รับการชำระคืนตามที่ตกลงไว้ ขณะที่อีกฝ่ายยังใช้ชีวิตหรูหราผ่านสตอรี่และโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง

เจ้าของโพสต์ระบุว่า ช่วงเวลาที่เพื่อนมาขอยืมเงินนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวความเดือดร้อน ทั้งปัญหาชีวิต ค่าเทอมลูก ค่าซ่อมรถ และค่ารักษาพยาบาล ด้วยความเห็นใจจึงตัดสินใจให้ยืม แม้เงินก้อนดังกล่าวจะเป็นเงินที่ตนเองต้องประหยัดและมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดชำระคืน กลับพบว่าเพื่อนเงียบหาย ไม่ตอบข้อความ และหลีกเลี่ยงการพูดคุย ซ้ำเมื่อเข้าไปดูในโลกออนไลน์ กลับเห็นภาพการใช้ชีวิตที่ดูสุขสบาย ไม่ว่าจะเป็นการไปคาเฟ่ใหม่ ซื้อของแบรนด์เนม หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด สร้างความรู้สึกเจ็บปวดและตั้งคำถามถึงคุณค่าของ “ความหวังดี” ที่มอบให้ไป

ผู้โพสต์เผยอีกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจไม่แพ้กัน คือการที่เมื่อทักไปถามเพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็นฝ่ายถูกมองว่าเป็นคนผิด ถูกตีความว่า “งก” หรือทำลายมิตรภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าครองชีพในปี 2569 เพิ่มสูงขึ้น เงินทุกบาทล้วนมีความหมายต่อครอบครัว

จากประสบการณ์ดังกล่าว ผู้โพสต์ได้สรุปเป็นบทเรียนชีวิตว่า การให้ยืมเงินควรให้เพียงจำนวนที่พร้อมจะเสียไปโดยไม่คาดหวังการได้คืน หากเงินก้อนนั้นจำเป็นต่อชีวิต ไม่ควรให้ยืมเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าการปฏิเสธอย่างสุภาพ ไม่ใช่การแล้งน้ำใจ แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงของตนเอง

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมิตรภาพต้องแลกด้วยเงิน หรือหากการทวงเงินที่ติดค้างทำให้ความสัมพันธ์พังทลาย บางทีอาจสะท้อนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เพื่อนแท้ที่ควรมีอยู่ในชีวิต พร้อมทิ้งท้ายว่า “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่เบียดเบียนลมหายใจของตัวเอง”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้โซเชียลรายอื่นร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์วิธีรับมือกับปัญหา “เพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นใกล้ตัวที่สะท้อนความเปราะบางของมิตรภาพในยุคเศรษฐกิจตึงตัว