ไทยตายบนถนนสูงสุดในอาเซียนปีละ 17,000 คน
นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ และประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ให้ข้อมูลในเวทีเสวนาวิสัยทัศน์พรรคการเมืองฯ ว่า สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดความสูญเสียอย่างจริงจัง เนื่องจากอัตราเสียชีวิตของเรายังคงสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
ยานพาหนะที่เสียชีวิตสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ขนาด 125 cc ที่น่ากังวลคือกลุ่มเสียชีวิตส่วนใหญ่คือวัยแรงงานที่มากถึง 50% ตามด้วยกลุ่มเด็กและเยาวชน 20% ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจคิดเป็น 6% ของจีดีพี ที่ผ่านมาแม้ว่าประเทศไทยมีแผนความปลอดภัยทางถนนฉบับที่ 5 ดำเนินงานระหว่างปี 2565-2570 ตั้งเป้าลดอัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนปีละ 10% แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขความสูญเสียยังคงเพิ่มขึ้น โดยอัตราเสียชีวิตยังคงสูงเฉลี่ยปีละ 17,000 ราย

ประเทศขาดเจตจำนงทางการเมือง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุและความสูญเสียบนท้องถนน คือความจริงจังของรัฐบาลที่ไม่หยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญในระดับต้นๆ ที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันองค์กรที่มีบทบาทนำก็ไม่เข้มแข็ง ยังคงมีปัญหาข้อจำกัดจากนโยบายสู่การปฏิบัติที่ยังอ่อนแออยู่มาก และยังขาดความต่อเนื่องในการกำกับติดตาม อีกทั้งยังคงมีการออกมาตรการที่สวนทางกับความปลอดภัยทางถนน เช่น สุราและกัญชาเสรี ปิดผับตี 4 และขยายเวลาจำหน่ายสุรา ที่สำคัญคือการเพิ่มความเร็วซึ่งมีส่วนสำคัญนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ

เรียนรู้ต่างประเทศแก้อุบัติเหตุทางถนนสำเร็จ
“ปัจจัยของความล้มเหลวที่ประเทศต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ คือการขาดเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง (Political will) ของรัฐบาล เจตจำนงทางการเมืองไม่ใช่แค่การประกาศเป็นนโยบาย แต่จะต้องมีการลงทุน มีการให้อำนาจ มอบหมายและสนับสนุนหน่วยงานหลักที่เป็นมืออาชีพให้รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดและจริงจัง” นพ.วิทยา กล่าว
ทั้งนี้ จากการทบทวนกระบวนการจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศที่ประสบความสำเร็จ ตัวอย่างประเทศสวีเดน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น พบว่ามีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการคือ
- เจตจำนงทางการเมือง (Political will) ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุด โดยสิ่งที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของปัจจัยนี้คือ ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ให้ความสำคัญกับการประสานการดำเนินงาน การเปลี่ยนแนวคิด (Paradigm shift) เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการแก้พฤติกรรมบุคคล ไปสู่การออกแบบระบบและความรับผิดชอบร่วมกัน (Safe system) และให้การสนับสนุนทางการเมืองอย่างเต็มที่และปรับนโยบายโดยรวมให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันโดยมุ่งเน้นความปลอดภัยสาธารณะ
- การดำเนินการเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง (Implementation) มีหน่วยงานนำที่เข้มแข็ง (Leading institution) มีการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลที่เป็นจริง (Data driven intervention) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อใช้กำกับติดตามได้ทันการณ์ จริงจังในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและบังคับใช้อย่างเข้มงวด รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
- ภาคเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง (Continuous learning and adaptation) โดยติดตามประเมินผลและปรับปรุงโดยมีดัชนีชี้วัดสมรรถนะการดำเนินงานด้านความปลอดภัย (Safety Performance Indicators)

บันได 5 ขั้น ยกระดับประเทศแก้อุบัติเหตุทางถนน
สำหรับประเทศไทยมีข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO-2020 Review of Thailand Status Against Voluntary Global Targets Road Safety Risk factors and Service Delivery Mechanism)
- ต้องมีผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน และมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่แน่วแน่
- ต้องยกระดับองค์กรนำด้านความปลอดภัยทางถนน โดยจะต้องมีระเบียบ กฎหมายรองรับ เพื่อให้อำนาจในการดำเนินงาน
- มีแผนการที่ชัดเจนที่จะต้องเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในทุกพื้นที่
- นอกจากเป้าหมายการลดการบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแล้ว จะต้องมีตัวชี้วัดกระบวนการดำเนินงานในทุกด้าน รวมถึงตัวชี้วัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
- ต้องวางแผนหลักในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ Safe system เด็ก เยาวชน ประชาชน ทั้งระบบ

อุบัติเหตุทางถนนเสียหายทางเศรษฐกิจ 5.9 แสนล้านบาท
ด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ นโยบายถนนไทย: ใครได้ใครเสีย และต้องจ่าย? ว่า จากงานวิจัยของ TDRI ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ สสส. จัดทำงานวิจัยแผนแม่บทเพื่อความปลอดภัยทางถนน ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2565-2570) เพื่อจัดทำเป็นนโยบายต่อไป ขณะนี้ตัวเลขการตายบนท้องถนนมีแนวโน้มลดลงแต่ยังเป็นตัวเลขที่น้อย เฉลี่ยอยู่ 1.8% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตามเป้าต้องลดลงประมาณ 5-10% ถ้าคิดเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 15,000 คนต่อปี สร้างความสูญเสียทางจีดีพี 3.3% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 5.9 แสนล้านบาท
ขณะที่เป้าหมายความปลอดภัยบนท้องถนนในปี 2570 ของประเทศไทย ต้องลดตัวเลขผู้เสียชีวิตให้ได้ 12 คนต่อแสนประชากร จากจำนวน 25 คนต่อแสนประชากรในปี 2562 ซึ่งในรอบ 5 ปี สาเหตุของผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงถึง 80% มาจากรถจักรยานยนต์ และมีประเด็นที่น่าสนใจคือ มีผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปเสียชีวิตบนท้องถนนมากขึ้น
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า จากงานวิจัยได้สรุปใน 3 เรื่องที่ต้องยกระดับดังนี้:
- ระบบใบขับขี่: ผู้ขับขี่บางคนยังไม่มีใบขับขี่ นอกจากนี้คนที่มีใบขับขี่ก็ยังขาดทักษะ เช่น การตัดสินใจ การใช้เบรก ดังนั้นควรพัฒนาทักษะการขับขี่ โดยเฉพาะผู้ใช้รถ จยย. ซึ่งมีทักษะการขับขี่ที่ยากกว่ารถยนต์
- การบังคับใช้กฎหมาย: ระบบการลงโทษและกำกับดูแลยังไม่มีประสิทธิภาพ ต้องก้าวข้ามการใช้บุคลากรตำรวจเพียงอย่างเดียว และหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น กล้องตรวจจับความเร็ว/ฝ่าไฟแดง
- โครงสร้างถนน: การออกแบบควรสอดคล้องกับการใช้งานจริง เช่น ถนนในเขตชุมชนควรเป็นถนนความเร็วต่ำ แต่ในไทยยังมีน้อย และการตรวจประเมินความปลอดภัยทางกายภาพยังทำได้ไม่ทั่วถึง ควรออกแบบถนนเพื่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ต้องปลอดภัยสำหรับคนใช้ จยย. จักรยาน และคนเดินเท้า


วิสัยทัศน์พรรคการเมืองความปลอดภัยทางถนน
- นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย) ระบุว่าเจตจำนงทางการเมืองต้องประกอบด้วยแผนมุ่งเป้าที่มีเจ้าภาพหลัก (Single Command) และมีนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน
- นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ตัวแทนพรรคประชาชน ระบุว่าต้องลดตายในกลุ่มเด็กเยาวชน วางแผน 3 ระยะ (100 วัน, 1 ปี, 4 ปี) ตั้งเป้าลดลง 5,000 คนใน 4 ปี เน้นระบบขนส่งสาธารณะ “การลงทุนเพื่อทุกคน” ผลักดัน พ.ร.บ. ถนน (รวมกฎหมาย 7 ฉบับ) ตั้งองค์กรสอบสวนอุบัติเหตุ และกระจายอำนาจขนส่งให้ท้องถิ่น เน้นถนนความเร็วต่ำในเขตเมือง
- นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ตัวแทนพรรคเพื่อไทย วางเป้าหมายอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (Zero Accident) พัฒนาโครงข่ายและระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เปลี่ยนรถเมล์ร้อน และพัฒนาระบบรางคู่/รถไฟความเร็วสูงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
- นายจิรวัฒน์ จังหวัด ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแก้ปัญหาความเร็วและการออกแบบถนน สนับสนุน อปท. จัดการรถโรงเรียนเพื่อดึงเด็กออกจากการใช้รถจักรยานยนต์ เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีป้องกันการคอร์รัปชัน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในนโยบาย


ข้อสรุปจากเวทีเสวนาฯ “จุดร่วมสำคัญ” 4 ประเด็น
- มี Single Command/Control: มีนโยบายและแผนมุ่งเป้าที่มองเชิงระบบ (Safe System Approach) ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์ ออกแบบถนนและการจัดการหลังเกิดเหตุ เน้นขนคนมากกว่าขนรถ พัฒนาขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย/รถโรงเรียนในราคาจูงใจ กระจายอำนาจ (Decentralization) สู่ท้องถิ่น
- มีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ (Accountability): กำหนดให้การลดตาย-ลดเจ็บเป็น KPI ประเทศ (ลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2573) โดยใช้เครื่องมือทั้งกฎหมาย งบประมาณ มาตรฐาน และเทคโนโลยี
- เน้นกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง (เด็ก–เยาวชนเป็นศูนย์กลาง): เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในนโยบาย เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
- วิธีติดตามความก้าวหน้า: ติดตามนโยบายอย่างต่อเนื่องทั้งในบทบาทรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อผลักดันการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนเป็น “วาระแห่งชาติ”
เดินหน้าต่อทันที 2 เรื่องหลัก
- สรุปข้อเสนอร่วมส่งให้พรรคการเมืองและผู้กำหนดนโยบาย
- สร้างกระแสการมีส่วนร่วมและช่องทางติดตามความก้าวหน้าของนโยบายที่แถลงไว้



