เมื่อวันที่ 3 ก.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Medical Economy) และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ของโลก โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ทั้งสองกระทรวงมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีโนมิกส์ (Genomics) และการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการยกระดับการรักษาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าปรับปรุงระบบนิเวศด้านการวิจัย และนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยเร่งยกระดับกระบวนการอนุมัติการวิจัย การทดลองทางคลินิกให้รวดเร็ว โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนนักวิจัยตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพตามหลักสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน และนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย และผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและเจ้าของนวัตกรรม” ที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทย สร้างโอกาสการลงทุน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน” น.ส.ลลิดา กล่าว



