สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ว่า รายงานที่เผยแพร่โดยออกซฟอร์ด อนาลิติกา และบริษัท วิลลิส ระบุว่า การผลิตที่ล่าช้าและความร่วมมือที่ไม่เพียงพอระหว่างประเทศต่าง ๆ เป็นความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ แม้การจัดซื้อจัดจ้างในภาคส่วนนี้เพิ่มขึ้น หลังรัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครนก็ตาม

สงครามภาษีระหว่างจีนกับสหรัฐ อยู่ในอันดับที่สอง จากความเสี่ยงห้าอันดับแรก เนื่องจากอุปสรรคทางการค้า ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน และต้นทุนสูงขึ้น

นอกจากนี้ การผลิตด้านการป้องกันประเทศ ต้องอาศัยชิปเซมิคอนดักเตอร์และแร่ธาตุสำคัญ เช่น แร่ธาตุหายาก ทำให้มันมีความเสี่ยงต่อความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทาน แม้อุปกรณ์ป้องกันประเทศส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษี

“ต้นทุนที่สูงขึ้นและข้อจำกัดการเข้าถึงที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากให้กับภาคส่วนการป้องกันประเทศ” ผู้บริหารด้านการป้องกันประเทศของยุโรปรายหนึ่ง กล่าว

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่ได้รับการเน้นย้ำ คือ ผลกระทบของความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภาษี ซึ่งสงครามการค้าครั้งนี้อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และลดขีดความสามารถทางการคลังของรัฐบาล

อนึ่ง รายงานระบุว่า การพึ่งพาจีนถูกเน้นย้ำว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีโดรนและแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ไทเทเนียม ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด เพื่อป้องกันการพึ่งพาจีนมากเกินไป เช่น หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกของสหราชอาณาจักร ออกการรับประกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากจีน.

เครดิตภาพ : REUTERS