เมื่อไม่นานมานี้ มีผลงานวิจัยใหม่จากสหราชอาณาจักรที่ชี้ให้เห็นว่า รูปทรงของสะโพกหรือก้น (ไม่เกี่ยวกับขนาด) อาจเป็นเบาะแสที่บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายได้
กรณีศึกษาของทีมวิจัยจากอังกฤษนี้ระบุว่า ลักษณะของกล้ามเนื้อก้นและสะโพก (Glutes) สามารถใช้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสุขภาพโดยรวมของระบบเผาผลาญในร่างกาย เนื่องจากก้นเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของร่างกายและทำหน้าที่เสมือนเตาเผาผลาญพลังงาน รูปทรงของก้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายจัดการกับพลังงาน กักเก็บไขมัน และตอบสนองต่อความชรา สภาพการออกหรือไม่ออกกำลังกาย รวมทั้งโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานได้ดีเพียงใด
ดร. ริเชล คอร์ราโด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์โรคอ้วนอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงรูปทรงของกล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่ (Gluteus Maximus) สะท้อนถึงสุขภาพของระบบเผาผลาญที่อยู่ลึกลงไป โดยทั่วไปแล้ว ระดับความฟิตของร่างกายจะสัมพันธ์กับรูปทรงของก้นและสะโพก
ผู้ที่มีความกระฉับกระเฉงทางกายภาพและกล้ามเนื้อมือ แขนและร่างกายส่วนบนแข็งแรง มักจะคงรูปทรงของกล้ามเนื้อสะโพกไว้ได้ดีกว่า โดยรูปทรงก้นที่สุขภาพดีที่สุดคือรูปทรงที่กลมแน่น ในทางตรงกันข้าม ความชรา ความอ่อนแอของร่างกาย และการนั่งเป็นเวลานานเกินไปมีความเชื่อมโยงกับการที่กล้ามเนื้อสะโพกบางลง ซึ่งหมายความว่าก้นที่มีรูปทรงแบน หย่อนยาน อาจเป็นสัญญาณว่าสุขภาพโดยรวมกำลังย่ำแย่
รูปทรงก้นมีความสำคัญเพราะกล้ามเนื้อส่วนนี้ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้สะดวกและรองรับการทำงานของร่างกายในทุกวัน อีกทั้งยังสะท้อนถึงวิธีการกักเก็บไขมันของร่างกายด้วย
ดร. คอร์ราโดชี้ให้เห็นว่าไขมันที่เก็บไว้อย่างปลอดภัยบริเวณสะโพกและต้นขาจะช่วยปกป้องร่างกาย โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจ ในขณะที่ไขมันส่วนเกินในช่องท้อง ตับ หรือที่แทรกซึมอยู่ในกล้ามเนื้อจะเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเผาผลาญ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือลักษณะกล้ามเนื้อสะโพก เช่น การฝ่อตัว หรือมีไขมันเข้าไปแทรก จึงเป็นเบาะแสสำคัญที่บ่งถึงวิธีที่ร่างกายจัดการกับพลังงานส่วนเกิน
สิ่งที่น่าสนใจคืองานวิจัยพบความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเพศ โดยผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มักจะมีกล้ามเนื้อสะโพกที่บางและฝ่อตัวลงซึ่งสัมพันธ์กับความอ่อนแอของร่างกาย ส่วนผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 กลับมีกล้ามเนื้อสะโพกที่ดูขยายใหญ่ขึ้น แต่สาเหตุหลักมาจากการที่มีไขมันเข้าไปแทรกซึมอยู่ในมวลกล้ามเนื้อ
ความแตกต่างนี้บ่งชี้ว่าแม้ก้นที่แข็งแรงจะดีต่อสุขภาพ แต่ก้นที่ขยายใหญ่ผิดปกติในผู้หญิงอาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคเบาหวานได้เช่นกัน
งานวิจัยนี้ชี้ว่า คุณภาพของกล้ามเนื้อรวมถึงตำแหน่งที่ร่างกายกักเก็บไขมันนั้นถูกกำหนดโดยพันธุกรรม ระดับกิจกรรม และการใช้ชีวิต ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากระบบเผาผลาญไม่ดี ซึ่งไม่สามารถวัดได้ด้วยการใช้นำ้หนักตัวเป็นเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีก็คือการทำกิจกรรมทางกายส่งผลดีต่อทุกคนไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมแบบใด การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอและการฝึกความแข็งแรงจะช่วยปรับปรุงคุณภาพกล้ามเนื้อ ส่งเสริมการกักเก็บไขมันที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยให้ร่างกายใช้ระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการลดเวลานั่งลงและลุกขึ้นมาขยับตัวระหว่างวัน ก็สามารถช่วยชดเชยปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมและพัฒนาสุขภาพระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นได้
ที่มา : womansworld.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



