เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับโครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” นโยบายล่าสุดที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยใช้กระแส “ความหวัง” จูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อหวังเพิ่มฐานข้อมูล และรายได้จากการจัดเก็บภาษีให้รัฐบาลในระยะยาว
เนื่องจากประเทศไทย ประสบปัญหา “เศรษฐกิจนอกระบบ” มาอย่างยาวนาน การจะดึงร้านค้ารายย่อยและเม็ดเงินมหาศาลให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีนั้น การใช้กฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียวมักตามมาด้วยแรงต้านและต้นทุนการตรวจสอบที่สูงลิ่ว รัฐบาลในแต่ละยุคจึงเลือกใช้กลยุทธ์ “แรงจูงใจเชิงบวก” โดยให้ประชาชนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบร้านค้าผ่านการทวงถามใบเสร็จ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการลุ้นรางวัลใหญ่
แต่รู้หรือไม่ว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน จริงๆ ไม่แล้ว ไม่ใช่นโยบายใหม่ถอดด้าม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทย เคยมีโครงการลักษณะนี้มาแล้วตั้งแต่ 23 ปี ถึง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการใบกำกับภาษีพาโชค เมื่อปี 2546 ต่อมาปี 2560 เป็นโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิต และสุดท้ายโครงการหาเสียงพรรคเพื่อไทย สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ซึ่งผลลัพธ์ ความเหมือนและแตกต่างจะเป็นอย่างไร ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ พาไปติดตามกัน
เปรียบเทียบ 3 โครงการแห่งประวัติศาสตร์ ที่มาและวัตถุประสงค์: จากการรณรงค์สู่ยุทธศาสตร์ข้อมูล
- ปี 2546 โครงการใบกำกับภาษีพาโชค (ยุคเริ่มต้น): กรมสรรพากรเน้นการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสร้างนิสัยการขอใบกำกับภาษีในยุคที่ระบบดิจิทัลยังไม่แพร่หลาย
- ปี 2560 โครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิต (ยุคเปลี่ยนผ่าน): ภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment เน้นการลดใช้เงินสด (Cashless Society) และกระตุ้นให้ร้านค้าติดตั้งเครื่อง EDC (เครื่องรูดบัตร)
- ปี 2569 โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน (ยุค Big Data): ยกระดับเป็นนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคเพื่อดึงเงินนอกระบบ 9 ล้านล้านบาท และสร้างฐานข้อมูล Real-time เพื่อนำ AI มาวิเคราะห์การจัดสวัสดิการให้ตรงจุด
รูปแบบการให้โชคและตัวเงินรางวัล
- ปี 2546 (Analog): ต้องส่งใบกำกับภาษีทาง ไปรษณีย์ ตู้ ป.ณ. 345 รางวัลใหญ่ 200,000 บาท/สัปดาห์ ความถี่ต่ำและขั้นตอนยุ่งยาก
- ปี 2560 (Semi-Digital): ใช้จ่ายผ่าน บัตรเดบิต 1 ครั้ง = 1 สิทธิ์ รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท (แจกทั้งผู้ใช้และร้านค้า) รวม 1,001 รางวัล/เดือน
- โครงการปัจจุบัน (Hyper-Digital): ใช้ระบบ E-Receipt หรือสุ่มจากฐานข้อมูลดิจิทัล รางวัลใหญ่ 1 ล้านบาท แจกถึง วันละ 9 รางวัล (9 ล้านบาท/วัน)
งบประมาณที่ใช้และที่มาของเงิน
- ปี 2546: ใช้งบประมาณปกติของกรมสรรพากรในการบริหารจัดการและจัดซื้อรางวัล
- ปี 2560: ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แจกรางวัลรวมประมาณ 6.75 ล้านบาทต่อเดือน
- โครงการปัจจุบัน: คาดว่าใช้งบประมาณราว 3,000 – 3,500 ล้านบาทต่อปี โดยเป็น “การลงทุน” เพื่อแลกกับรายได้ภาษีที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี
ความแตกต่างและโอกาสประสบผลสำเร็จ
จุดที่โครงการปัจจุบันเหนือกว่าอดีตคือ “ความง่ายและความถี่” ในอดีตการส่งไปรษณีย์มีต้นทุนแฝง ค่าแสตมป์/เวลา แต่โครงการใหม่ใช้ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้ประชาชนไม่ต้องออกแรงเพิ่ม เพียงแค่ “ขอใบเสร็จ” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสประสบผลสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะสามารถดึง ร้านค้าโชห่วยและแผงลอย เข้าสู่ระบบ E-Tax ได้มากน้อยเพียงใด หากระบบใช้งานยากเกินไปสำหรับแม่ค้า พ่อค้า โครงการนี้จะกลายเป็นการส่งเสริมให้คนหันไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว
ข้อควรระวังและปัญหาการกระจุกตัวรายใหญ่
- การกินรวบของรายใหญ่: คนที่มีกำลังซื้อสูง (High Income) ย่อมมีจำนวนใบเสร็จมากกว่าคนรายได้น้อย ทำให้โอกาสถูกรางวัลกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มเดิมๆ
- การปลอมแปลงธุรกรรม: ในยุคดิจิทัลต้องระวังการสร้าง “รายการซื้อทิพย์” หรือการร่วมมือกันปั่นยอดเพื่อให้ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัล
- ความยั่งยืน: หากรางวัลลดลงหรือโครงการสิ้นสุดลง ประชาชนจะยังคงขอใบกำกับภาษีอยู่หรือไม่ หรือจะกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมที่เน้นราคาถูกโดยไม่เอาใบเสร็จ
ผลลัพธ์ ปัง หรือพัง
โครงการจับรางวัลใบกำกับภาษีปี 2546
ถือว่า “ปัง” ในแง่ของการสร้างกระแสสังคมและการตลาดแบบปูพรม เพราะเป็นครั้งแรกที่ทำให้คำว่าใบกำกับภาษีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ชาวบ้านทุกระดับให้ความสนใจอย่างล้นพาม จนเกิดพฤติกรรมการทวงถามใบเสร็จไปทั่วประเทศ แต่ในระยะยาวกลับ “พัง” ในเชิงความยั่งยืนและการบริหารจัดการ เนื่องจากระบบพึ่งพาการส่งไปรษณีย์และกระดาษมหาศาล ทำให้เกิดต้นทุนแฝงทั้งฝั่งประชาชนที่ต้องเสียค่าแสตมป์และฝั่งรัฐที่ต้องใช้คนคัดแยกซอง เมื่อเวลาผ่านไปความตื่นเต้นลดลงแต่ความยุ่งยากยังคงอยู่ ทำให้โครงการค่อยๆ เงียบหายไปโดยไม่สามารถสร้างฐานข้อมูลที่นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการคลังได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตปี 2560
สอบผ่านและ “ปัง” อย่างมากในมิติของการวางรากฐานระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างถาวร โดยมีตัวเลขการใช้บัตรเดบิตพุ่งสูงขึ้นถึง 30% และการติดตั้งเครื่องรูดบัตร (EDC) กระจายไปทั่วประเทศ สิ่งนี้ช่วยลดช่องว่างการเลี่ยงภาษีได้ดีกว่ายุคกระดาษและลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตรของชาติ แม้จะไม่ได้สร้างเสียงฮือฮาเท่ากับการแจกโชคแบบดั้งเดิม แต่โครงการนี้ถือเป็นชัยชนะในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ระบบการเงินไทยทันสมัยและโปร่งใสขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน
มีความพยายามที่จะ “ปัง” ด้วยพลังของรางวัลที่ดึงดูดใจและเทคโนโลยี Big Data ซึ่งหากสามารถทำได้ตามเป้าหมายในการดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาได้จริง จะถือเป็นปรากฏการณ์ “ปัง” ระดับประวัติศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มรายได้รัฐหลักแสนล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม จุดเสี่ยงที่จะทำให้ “พัง” คือความเลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบ หากรัฐไม่สามารถดึงร้านค้ารายย่อยหรือแผงลอยเข้าสู่ระบบ E-Tax ได้ง่ายพอ รางวัลจะกระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มคนเมืองที่ช้อปปิ้งในห้างใหญ่ ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ข้อมูลเศรษฐกิจฐานรากที่แท้จริงแล้ว ยังอาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่และคนมีฐานะเพียงกลุ่มเดียว
โดยรวมแล้ว โครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” คือการนำบทเรียนจากปี 2546 และ 2560 มาอัปเกรดด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว



