จากกรณี เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยเครือมติชนว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติ โดยจะต้องมีการชี้แจงให้ได้ว่าการเบิกเงินสดที่สูงผิดปกติในแต่ละกรณีที่ตรวจพบนั้น มีจุดประสงค์หรือมีเป้าหมายเพื่อการใด หากเป็นการดำเนินการทางธุรกิจก็ไม่มีปัญหาอะไร และหากมีการตรวจพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ ธปท. จะดำเนินการส่งข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องที่มีอำนาจกำกับดูแล อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็จะเร่งส่งข้อมูลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา พบว่ามีการเบิกถอนเงินสดที่น่าสงสัย 2 กรณี ได้แก่ การเบิกเงินสดสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกการเบิกเงินสด 200 ล้านบาท จาก 2 ธนาคาร แห่งละ 100 ล้านบาท และบางรายพบว่ามีการเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 100 บาท ยิ่งเป็นจุดที่น่าสงสัยมากขึ้น ซึ่ง ธปท. จะอาศัยอำนาจทางกฎหมายที่มีแต่ไม่เคยใช้ มาตรวจสอบอย่างละเอียด และหลังจากนี้ในอีก 2-3 เดือน ธปท. จะมีการแก้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์ในการเบิกถอนเงินสด หากมีการเบิกเกินจำนวนที่เหมาะสม อาทิ 3-5 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขตรงนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ธนาคารจะต้องเข้าไปตรวจสอบ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้ตรวจสอบไปยังสำนักงาน ปปง. ได้ข้อมูลว่า เบื้องต้นสำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับเรื่องหรือเบาะแสข้อมูลจากนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการเบิกถอนเงินสดรวมกว่า 450 ล้านบาท ที่ผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ปปง. พร้อมรับข้อมูลจาก ธปท. ไปดำเนินการตรวจสอบอย่างแน่นอน และ ปปง. มีหลักการขั้นตอนตรวจสอบ คือ เมื่อ ธปท. มีการจัดส่งข้อมูลเบาะแสความผิดปกติจากการเบิกถอนเงินสด 450 ล้านบาท มายัง ปปง. จากนั้น ปปง. จะต้องดูว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะไปเกี่ยวข้องกับมูลฐานใด โดยหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปปง. ก็จะต้องประสานข้อมูลไปยัง กกต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อดูความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคล

รายงานภายในสำนักงาน ปปง. ระบุอีกว่า เรื่องการทำธุรกรรมหลักร้อยล้านบาทถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว และเมื่อมีการทำธุรกรรมเกิน 2 ล้านบาท ก็ต้องรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. แต่การที่ผู้ว่าการ ธปท. พบเห็นความผิดปกติจากการเบิกถอนเงินสดจำนวนดังกล่าวก่อนการเลือกตั้ง ก็เป็นไปได้ว่า ธปท. เห็นความผิดปกติใด ๆ ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงจากลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) มาเรียบร้อยแล้ว อาทิ อาชีพและรายได้ของผู้เบิกถอนเงินสดหลักร้อยล้านบาทนั้นไม่สอดคล้องกับฐานานุรูป หรือบุคคลนั้นเมื่อครั้งมีการเปิดบัญชีธนาคาร ได้แจ้งวัตถุประสงค์ว่าเปิดบัญชีเพื่อรับเงินจากธุรกิจใด ๆ แต่หลังจากนั้นกลับมีการมาเบิกถอนเงินสดหลักร้อยล้านบาท เป็นต้น ฉะนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของบัญชีธนาคารที่ถอนเงินสดกว่า 450 ล้านบาท จะเป็นหลักฐานชัดเจนที่ทำให้ ธปท. เห็นว่ามีความผิดปกติจริง

รายงานภายในสำนักงาน ปปง. ระบุต่อว่า ถ้ากล่าวถึงขั้นตอนการตรวจสอบแบบละเอียด หาก ธปท. ได้ส่งข้อมูลความผิดปกติจากการเบิกถอนเงินสด 450 ล้านบาทมายัง ปปง. นั้น อันดับแรก ปปง. จะสอบถามไปยังธนาคารเจ้าของบัญชี เพราะเงินหลักร้อยล้านบาทมันต้องอยู่ในบัญชีไว้อยู่แล้วก่อนลูกค้ามาถอนออกไป ดังนั้น ธนาคารย่อมรู้จักลูกค้าของตัวเอง (KYC) และรู้ว่าลูกค้ามาทำธุรกรรมด้วยเหตุผลใด มีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมอย่างไร หากธนาคารสามารถให้ข้อมูลได้ทั้งหมด ก็ไม่ต้องสอบถามไปยัง กกต. แต่ถ้าหากข้อมูลจากธนาคารยังมีข้อสงสัยใด ๆ ปปง. ก็จะดำเนินการไปยังอันดับสอง คือ สอบถามไปยัง กกต.

รายงานภายในสำนักงาน ปปง. ระบุด้วยว่า การเบิกถอนเงินสด 450 ล้านบาท และเน้นเฉพาะแบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อย อีกทั้งยังเบิกถอนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทางผู้ว่าการ ธปท. ก็คงเห็นถึงการตระเตรียมไว้สำหรับการใดหรือไม่ จึงมองได้ว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ ฉะนั้น นอกจากการดำเนินการของ ปปง. และ กกต. ที่จะเกิดขึ้น หาก ธปท. มีการนำส่งข้อมูลเบาะแสมาให้ ทาง ธปท. ก็ยังต้องมีในส่วนของการติดตามสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพราะถ้าหากเป็นความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ย่อมเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ/พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการเตรียมพร้อมเรื่องนี้ได้ด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ตามหลักการแล้ว สถาบันการเงินจะมีมาตรการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้าตนเอง ที่เรียกว่า “การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงจากลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD)” และสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็สามารถสอบถามการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าได้ว่าเบิกถอนเงินสดจำนวนดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงจากลูกค้า เป็นมาตรการที่จะให้สถาบันการเงินได้มีอำนาจดำเนินการหากพบว่าพฤติกรรมนั้นมีเหตุอันควรสงสัย.