เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการจับกุม “นักการเมืองสีเทา” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ว่า วันนี้สังคมต้องยอมรับความจริงว่ามี “ทุนสแกมเมอร์” ไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล สิ่งเดียวที่จะช่วยประเทศได้คือการรณรงค์ให้ประชาชน “ตื่นรู้” ว่ากลุ่มคนที่นำเงินมาแจกในช่วงการเลือกตั้งนี้ คือเงินจากขบวนการสแกมเมอร์
พล.อ.รังษี กล่าวว่า หากประชาชนปล่อยให้คนกลุ่มนี้หลุดรอดเข้ามาได้สักครึ่งสภา เราจะได้ “สส.สแกมเมอร์” และเมื่อสภาเต็มไปด้วยคนเหล่านี้ เสียงส่วนใหญ่ก็จะไปโหวตเลือก “นายกฯ สแกมเมอร์” นำไปสู่การตั้ง “รัฐมนตรีสแกมเมอร์” ซึ่งก็จะเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้ได้ “ข้าราชการที่รับใช้สแกมเมอร์” รวมถึงการโหวตเลือกประธานรัฐสภาที่เป็นพวกเดียวกัน เท่ากับว่ากลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ จะสามารถควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
“มีการคาดการณ์ว่าเม็ดเงินสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองไทยมีสูงถึง 200,000 ล้านบาท คนพวกนี้ลงทุนเพียง 15,000 ล้านบาท เพื่อซื้อเสียงและยึดประเทศ มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะคิดเป็นต้นทุนไม่ถึง 10% แต่สามารถเข้ามาปกป้องเงินสีเทาอีก 2 แสนล้านได้ทั้งหมด ถ้าเป็นแบบนี้ประเทศจะรอดไหม ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับประชาชน อย่าปล่อยให้สแกมเมอร์มาคุมประเทศ” พล.อ.รังษี กล่าว
แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจ ยังได้แนะแนวทางให้ประชาชนตอบโต้กระบวนการซื้อเสียงว่า หากใครนำเงินมาแจก ให้รับเงินไว้ได้ แต่เมื่อเข้าคูหา “อย่ากาเลือก” คนเหล่านี้ เพราะเจตนาของพวกเขาคือเข้ามาโกง คนพวกนี้ไม่มีทางรู้ว่าเรากาเบอร์อะไร ให้ถือคติง่ายๆ ว่าคนที่มาซื้อเสียงคือคนเลว การรับเงินแล้วไม่เลือกจะทำให้ผลกรรมไปตกที่ “หัวคะแนน” ที่รับงานมา ถ้าเป้าไม่เข้าตามยอด หัวคะแนนก็จะถูกลงโทษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สมน้ำหน้าแล้ว ประชาชนต้องฉลาดและร่วมกันสั่งสอนขบวนการเหล่านี้
ในส่วนของนโยบายปราบปรามการทุจริต พล.อ.รังษี ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้รับความไว้วางใจจนได้เสียงข้างมาก ตนจะเข้าไปแก้กฎหมายคอร์รัปชันให้มีโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” โดยบังคับใช้ทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมถึงข้าราชการที่กระทำผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องได้รับโทษประหารชีวิตหรือจำคุกโดยไม่มีการลดหย่อนโทษ เพื่อจัดการล้างบางคนโกงให้สิ้นซาก
นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ บ้านหนองจานและบ้านหนองแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จากการพูดคุย ชาวบ้านสะท้อนเสียงเดียวกันว่า “ไม่ต้องการให้เปิดด่าน” เพราะเกรงว่าสินค้าเกษตรราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้ามาทำลายราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย และหากเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชาเติบโตขึ้น ก็อาจจะย้อนกลับมาเป็นภัยความมั่นคงต่อไทยได้
“ประชาชนพูดกับผมเองว่า ยอมปิดด่านไปเรื่อยๆ ดีกว่า เขาต้องการความปลอดภัยในชีวิตมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เขาไม่อยากอยู่แบบขวัญผวา ต้องคอยอพยพหนีภัยการสู้รบ อยากให้รัฐบาลจัดการกับกัมพูชาขั้นเด็ดขาด ไม่ใช่รบๆ หยุดๆ นอกจากนี้ยังร้องขอให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเยียวยาบ้านเรือนที่เสียหายจากการปะทะ รวมถึงช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ให้กับคนชายแดนที่กำลังลำบาก” พล.อ.รังษี กล่าว
ในช่วงท้าย พล.อ.รังษี ฝากถึงประชาชนว่า แม้ช่วงนี้จะมีโพลสำนักต่างๆ ออกมามากมาย แต่ความจริงจะปรากฏในวันที่ 8 ก.พ. ขอให้ประชาชนศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ว่าพรรคไหนมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจจริง และพรรคไหนที่มีกลุ่มทุนสีเทาหนุนหลัง หรือใช้เงินซื้อเสียง ขอให้ประชาชนอย่าเลือกพรรคนั้น แล้วประเทศจะรอดพ้นวิกฤติได้ด้วยมือของประชาชนเอง



