กลายเป็นประเด็นร้อนที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกออนไลน์เลยทีเดียว สำหรับกระแสดราม่าของคอนเสิร์ต “Khemjira The Golden Time Concert” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-18 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มีชาวเน็ตบางส่วนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณภาพโชว์บางส่วนบนเวทีของนักแสดงเขมจิราฯ ว่ายังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร พร้อมทั้งมีการตั้งคำถามว่านักกแสดงได้มีการซ้อมหรือเปล่านั้น

ล่าสุดได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “เก่ง หฤษฎ์–น้ำปิง นภัสกร” คู่จิ้นสุดฮอต และนักแสดงนำจากซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด” ในงาน “The Viral Hit Award 2025” ชั้น 7 โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ (ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน) ทั้งคู่ก็ออกมาเปิดใจถึงเรื่องราวดังกล่าวในครั้งนี้ด้วย

เก่ง หฤษฎ์ เผยว่า “ฟีดแบ็กคอนเสิร์ตเขมจิราต้องรอดก็มีทั้งฟีดแบ็กทั้งในเชิงบวก และในเชิงที่อยากให้เราพัฒนา ก็รับทั้งหมดที่ทุกคนฟีดแบ็กมา รู้สึกดีใจเพราะว่าเป็นคอนเสิร์ตที่สนุกมาก เราได้เก็บสิ่งที่ดีและสิ่งที่เราผิดพลาดไปพัฒนา ก็ดูคลิปทุกคลิปเลยที่พี่ๆ แท็กมา ได้เห็นดราม่าใช่ไหม จริงๆ ส่วนหนึ่งที่พี่ๆ แท็กมา เก่งรู้สึกว่าบรรยากาศมันสนุกมากๆ ทุกคนสนุกกับตอนนั้น ทุกคนลุกขึ้นมาเต้น และอีกส่วนหนึ่งที่ได้เข้าไปอ่าน ก็มีส่วนที่เราผิดพลาด เราก็น้อมรับ คิดว่าในอนาคตเราจะทำตรงนี้ให้ดีมากขึ้น ส่วนอีกกระแสหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันไกลตัวเรามากๆ เรารู้สึกว่ามันอาจจะต้องปล่อยผ่าน มันเป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์เราได้ทั้งหมด อาจจะต้องปล่อยผ่านไป แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกดีใจก็คือเอ็นเนอร์จี้บวก รวมถึงคำติชมที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้เราก็น้อมรับครับ

เก่งรู้สึกว่าวิพากษ์วิจารณ์กันได้แต่รู้สึกว่าถ้าเราทั้งสองคน หรือศิลปินคนอื่นที่คุณรู้สึกว่าไม่ถูกใจในสิ่งที่เขาทำ เก่งว่าหยุดคิด และนั่งอยู่กับตัวเองซักแป๊บนึง เก่งว่าพอข้อความมันออกไป อย่างน้อยมันส่งผลต่อแฟนคลับ หรือศิลปินกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ถูกพาดพิงแน่นอน ก็เลยรู้สึกว่าถ้ารู้สึกว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกใจ เก่งเฟดตัวเองออกไปดีกว่า อยู่กับตัวเองดีกว่า อย่างน้อยมันจะได้ไม่ต้องมีผลกระทบต่อความรู้สึกใคร เซฟทั้งหมด”

ด้านน้ำปิง นภัสกร เผยว่า “จริงๆ เราก็ยอมรับว่าตอนที่เราอ่านด้วยความที่เรายังเป็นเด็กที่อายุไม่ได้เยอะมาก แล้วก็อายุงานในวงการบันเทิงพวกเราแค่ประมาณหกเดือน ถ้านับจริงๆ ก็มีเสียใจนิดนึง เราก็พยายามแยกแยะและตั้งสติ สิ่งที่เกิดขึ้นอันไหนมันคือการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ที่มันจะก่อกำเนิดการพัฒนาต่อไปที่มันจะไปถึงตัวศิลปินโดยตรง เช่นหนึ่งโชว์มันมีคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการร้องเพลง มีคอมเมนต์ไหนบ้างที่พูดถึงเรื่องการใช้เสียง อันนั้นเป็นประโยชน์สำหรับพวกเรามากๆ แต่อันไหนที่มันถึงขั้นบูลลี่ หรืออะไรที่เกินไปในเรื่องของการวิจารณ์ พวกเราก็จะกลั่นกรอง แล้วก็ดูว่าสิ่งไหนที่เราต้องหยิบจับมาใช้ในอนาคตมากกว่า เพราะยังไงเราก็ต้องอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน สิ่งที่เราต้องทำคือเราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีมีประโยชน์ และนำไปใช้พัฒนาตัวเองต่อไป คือเราเห็นทุกอย่างอยู่แล้วครับ พวกเราเป็นศิลปินคนไทย คนไทยโพสต์คนไทยก็ต้องเห็น ซึ่งเราเห็นอยู่แล้ว เราอ่านออกทุกประโยคที่ทุกคนพิมพ์มา ซึ่งมันมีทั้งแบบสร้างสรรค์ มันมีให้กำลังใจ และพวกเราก็พยายามเลือกที่จะอ่าน จริงๆ มันก็ค่อนข้างหนักสำหรับเด็กแบบพวกเรา ที่ต้องเจอคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ที่เราไม่รู้ว่าเจตนาคืออะไรกันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากย้ำเตือนกับทุกคน คือเราอยากเก็บฟีดแบ็กมาพัฒนาตัวเราเอง เราอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น มากกว่าที่เราจะไปพิสูจน์ตัวเองกับคนกลุ่มนั้นว่าเราจะต้องเอาชนะใจเขา นั่นไม่ใช่เป้าหมายของพวกเราเลย เราขอให้กฎหมายเป็นตัวพิจารณาว่าที่เค้าพิมพ์มามันดีหรือไม่ดี โอเคเรายอมรับของการที่เราเป็นบุคคลสาธารณะ เราค่อนข้างแฮปปี้ที่จะได้รับผลตอบรับดีๆ การวิพากษ์วิจารณ์ที่ก่อให้เกิดการพัฒนา แต่สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดคือการบูลลี่เสรี โดยที่บางทีเราไม่รู้ตัว ซึ่งเรามองว่าเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่คิด และมีหัวใจเหมือนกันก็เลยรู้สึกว่าใจเขาใจเรา บางทีอยากให้เราพัฒนาก็สามารถรับคำพูดเหล่านั้นมาได้ แต่ขอให้มันเป็นคอมเมนต์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่แบบใดก็ตามที่มันทำร้ายจิตใจพวกเราเกินไป หรือสร้างความเสื่อมเสียให้กับพวกเรา ก็ต้องให้กฎหมายเป็นตัวดำเนินการ ตอนนี้ก็ขอบคุณค่ายมากๆ ที่ดำเนินการทางกฎหมายอย่างดี และที่สำคัญมีการคุยกับทางทีมกฎหมายอย่างละเอียด ตอนนี้มีแฟนคลับของพวกเราส่งหลักฐานมาทางหลังบ้านเยอะมาก ใดๆ ก็ขอให้เป็นทีมกฎหมายกันไป แต่พวกเราก็โฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง”

น้ำปิง นภัสกร เผยต่อว่า “ส่วนที่มีการกล่าวถึงบุคคลที่สาม อันนี้มองว่าก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง เราไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่ใครจะพิมพ์อะไร แต่ว่าเราใช้วิธีการพิจารณาและดูว่าคอมเมนต์เหล่านั้นมันเกิดประโยชน์ไหมมากกว่า ถ้าเกิดว่าเป็นการพาดพิงบุคคลที่สามมา และเค้าไม่ได้เกี่ยวข้อง และนำมาให้เขาเสียหายกว่าเดิม ถ้ามันเป็นเรื่องที่มันไม่ได้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นการหมิ่นประมาท หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง มันสามารถวิเคราะห์ออกมาได้อยู่แล้วในเชิงกฎหมายนะครับ แต่ในเชิงของพวกเรา เราเองก็ให้กำลังใจกันหลังบ้านอยู่แล้ว และในคอนเสิร์ตมันก็ไม่ได้มีแต่คอมเมนต์แย่ๆ มันก็มีพลังบวกดีๆ เยอะมาก เราก็ไม่อยากให้การวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมันมากลบบรรยากาศดีๆ และความรักความห่วงใย ไม่อยากให้มาบั่นทอนคุณค่าเหล่านั้นของเสียงของคนที่เค้าอยู่ในคอนเสิร์ตจริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่โชว์ที่ดีที่สุด หรือว่าถูกใจเค้าที่สุด แต่สุดท้ายแล้วมันเกิดอารมณ์ที่มันเป็นพลังงานดีๆ ที่ทำให้พวกเรามีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองต่อไป สิ่งที่เหล่านั้นมากกว่าที่พวกเราอยากจะโฟกัส ส่วนว่าจะฟ้องไหม คือถ้าให้เรียนตามตรง ในฐานะกฎหมายการที่จะตามหาบุคคลใดก็ตามที่โพสต์ข้อความบนอินเทอร์เน็ตมันไม่ได้สามารถทำได้ในวันพรุ่งนี้แล้วเจอตัว หรือรู้ที่อยู่ หรืออะไรก็ตาม มันใช้เวลาอยู่ประมาณสองถึงสามเดือน แต่ถ้ามีการอัปเดตทางกฎหมายเมื่อไหร่ เราก็พร้อมที่จะอัปเดตให้กับแฟนๆ ได้รู้เหมือนกัน เพราะเราก็อยากให้เห็นว่าเราก็ไม่ได้อยู่เฉยให้ทุกคนมาเสรีอะไรกับเราก็ได้ เพราะเราก็เป็นคนๆ หนึ่ง และบ้านเราก็มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ตามก็อยากให้คิดพิจารณาในเรื่องของความเหมาะสม และเรื่องของความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทุกอย่าง เราเป็นศิลปินซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องพิจารณา และมีค่ายปกป้องเราด้วย

ถ้าถามว่าอยากบอกอะไรกับคนที่เขามองเราในแง่ลบหรือพูดถึงเราในแง่ลบไหม จริงๆ ไม่ได้อยากฝากอะไรมากมายครับ แค่รู้สึกว่าถ้าเกิดว่าสิ่งที่พิมพ์ไปมันเป็นเจตนาที่เป็นห่วงเป็นใยเราจริงๆ เราขอบคุณมากๆ แต่ถ้าเป็นเจตนาที่พยายามสร้างความเกลียดชัง หรืออยากจะทำให้พวกเราดูแย่ หรืออะไรแบบนี้ ถ้ามันเกินกว่าการติเพื่อความสร้างสรรค์อย่างที่พวกเราบอก ขอไม่ให้คุณค่าแล้วกันครับ สิ่งนี้มันไม่ได้ให้ประโยชน์กับใครเลย และที่สำคัญคือเราไม่เคยอยากพัฒนาตัวเองเพื่อพิสูจน์ หรือเอาใจคนกลุ่มนี้แน่นอนไม่ใช่เป้าหมายของเราเลย ทุกวันนี้ที่เราอยากดีขึ้นทุกวันเป็นเพราะแฟนคลับที่อยากซัพพอร์ตเรา เป็นเพราะพ่อแม่เราที่อยากเห็นเราดีขึ้น เป็นเพราะตัวเราเองที่อยากเห็นตัวเราดีกว่าเมื่อวาน แค่นั้นเลยครับ ถ้าไม่ได้มีความชอบกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็เลื่อนผ่านกันไปได้ เราสามารถเลือกเสพได้ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเยอะมาก ขอแค่อย่าใช้ความไวในอินเทอร์เน็ตมาเป็นช่องทางในการพ่นทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองคิดออกไป”



