ยังคงเป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าและตกใจให้แก่แฟนคลับทั่วประเทศ เมื่อสื่อมวลชนได้รับหมายด่วนจากคู่รักมาราธอน “หลุยส์ สก๊อต” และ “นุ่น รมิดา” เพื่อร่วมงานแถลงข่าวอัปเดตเรื่อง “การสูญเสีย” ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมารดาและทารกในครรภ์ร่วมชี้แจง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ห้องประชุมบัญชา ล่ำซำ อาคาร 2 ชั้น 6 เวลาประมาณ 14.30 น. ทางด้านนุ่นได้เปิดใจว่า ตั้งใจจะผ่าคลอดวันที่ 24 มกราคม แต่ไม่ได้ฝากครรภ์โรงพยาบาลแต่ฝากครรภ์ที่คลินิกที่ดูแลนุ่นซึ่งระยะเวลานั้นนุ่นได้มีอายุครรภ์อยู่ที่ 36 สัปดาห์ 6 วัน

ทั้งนี้ด้าน “นพ.ณัฏฐ์ เกียรติอภิวสุ” แพทย์ผู้ดูแลการฝากครรภ์ PWS Clinic ได้เผยว่า
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณนุ่นเป็นผู้หญิงเก่งหนึ่งคนที่มาฝากครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอและจะมากับคุณหลุยส์ทุกเดือน การประเมินชีพจรเป็นไปอย่างปกติมาโดยตลอด แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าคุณนุ่นเคยมีประวัติการเป็นเนื้องอกในมดลูกมาซึ่งได้ผ่าตัดไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งนี่คือหนึ่งปัจจัยเสี่ยง จึงทำให้ทีมแพทย์เฝ้าระวังเรื่องของความเสี่ยงนี้มาโดยตลอด จนเข้าสู่ไตรมาสที่สามซึ่งเป็นไตรมาสที่ใกล้คลอด มีการติดตามถี่ขึ้นในทุกสัปดาห์ มีการประเมินน้ำหนักทารก ประเมินทารกและการบีบตัวของมดลูก ซึ่งการบีบรัดตัวของมดลูกในไตรมาสสุดท้าย จากที่ตรวจพบไม่มีความผิดปกติ หรือการหดรัดตัวของมดลูก จึงมีการประสานงานกับโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทเพื่อประสานงานการผ่าคลอดในช่วงวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา และเผื่อว่าจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน การเจ็บท้องผ่าคลอดก่อนกำหนด ซึ่งคุณนุ่นจะสามารถทำการผ่าคลอดได้ในทันที ทางโรงพยาบาลสมิติเวชได้ตอบรับทันที”

“ซึ่งในวันที่ 10 มกราคม เป็นวันที่อายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด คุณนุ่นได้มีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดจนวูบหมดสติ ได้มีการประสานงานจากหลุยส์ สก๊อต ผมจึงได้ประสานงานกับโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทเพื่อมารับตัวโดยฉุกเฉิน ซึ่งทางทีมสมิติเวช สุขุมวิทก็ได้เข้ามารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีครับ”


ด้าน พญ.ปานวาด หาญอมร แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยวันเกิดเหตุ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท ได้เผยว่า “ในช่วงระหว่างที่ฝากครรภ์ คุณหมอณัฏฐ์ได้มีการประสานงานกับทางโรงพยาบาลสมิติเวชเพื่อส่งต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาระหว่างตั้งครรภ์ ในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น คุณนุ่นจะต้องมีการรักษาในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลได้มอบหมายให้หมอเป็นผู้ดูแล หมอขออนุญาตเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 มกราคม ช่วงสายของวันคุณหมอณัฏฐ์ได้มีการโทรฯ มาแจ้งว่าคุณนุ่นมีอาการปวดท้อง จุกแน่นทั่วท้อง ร่วมกับมีอาการวูบ ทางโรงพยาบาลได้ประสานให้รถฉุกเฉินรวมทั้งคุณหมอฉุกเฉินออกไปรับคุณนุ่นที่บ้าน โดยคุณหมอที่ไปกับรถอีเอ็มเอสได้โทรฯ มาแจ้งว่า ณ ขณะนั้นคุณนุ่นมีความดันโลหิตที่ต่ำมากอยู่ที่ 80 ถึง 40 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือว่าต่ำมาก หัวใจเต้นเร็วมากๆ 140 ครั้งต่อนาทีและมีอาการหายใจเร็ว ร่วมกับที่คุณหมอณัฏฐ์เคยแจ้งก่อนหน้านี้ร่วมกับที่คุณหมอณัฏฐ์ได้แจ้งว่าคุณนุ่นเคยผ่าตัดเนื้องอกในมดลูกออก ทางทีมเลยสงสัยว่าอาจจะมีภาวะมดลูกแตก ทำให้เสียเลือดมากและทำให้มีภาวะความดันโลหิตที่ต่ำลง ทางทีมจึงได้เตรียมห้องผ่าตัดฉุกเฉินและคุณหมอผ่าตัด คุณหมอเด็ก และคุณหมอดมยาเพื่อให้การรักษาอย่างทันท่วงที เมื่อคุณนุ่นมาถึงจึงได้พาเข้าห้องผ่าตัด ก่อนหน้าที่จะผ่าตัดได้มีการอัลตราซาวด์ตรวจพบเจอว่าไม่มีสัญญาณชีพของทารกในครรภ์แล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเพื่อให้การรักษาเซฟชีวิตของคุณแม่ไว้ก่อน”

“ณ ตอนนั้นได้ทำการผ่าตัดคลอดทารกออกมา พบว่ามีเลือดออกในช่องท้องปริมาณที่มาก เมื่อตรวจมดลูกดูมีแผลขนาดใหญ่เป็นแผลปริแตกบริเวณด้านหลังของมดลูกและมีเลือดออกจากบริเวณนั้น ทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมากและเกิดความดันโลหิตต่ำ ทางทีมได้ทำการซ่อมมดลูกที่ฉีกขาด ใช้เวลาในห้องผ่าตัดประมาณ 3 ชั่วโมง สามารถหยุดเลือดที่ออกจากแผลได้ รวมทั้งทีมคุณหมอดมยาได้ให้เลือดและสารน้ำปริมาณมากเพื่อรักษาสัญญาณชีพให้คงที่ ณ จุดนั้นสัญญาณชีพพ้นระยะวิกฤติ”

“แต่เนื่องจากมีการเสียเลือดในปริมาณมาก คุณนุ่นจึงยังมีความจำเป็นที่จะได้รับการรักษาต่อในห้องไอซียู เพื่อให้เลือดอย่างต่อเนื่องและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือดปริมาณมาก โดยหลังจากนั้นพบว่าคุณนุ่นมีอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งเกิดจากการที่ได้รับเลือดและสารน้ำปริมาณมาก จึงยังไม่สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้ ขณะนั้นมีทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นคุณหมอไอซียู คุณหมอโรคปอด คุณหมอโรคเลือด คุณหมอโรคติดเชื้อ เป็นทีมเดียวกันเข้ามาช่วยรักษาคุณนุ่นในวันนั้น จนสัญญาณชีพทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ภาวะน้ำท่วมปอดดีขึ้นและสามารถนำท่อช่วยหายใจออกได้ ใช้เวลารักษาอยู่ในห้องไอซียูประมาณ 4 วัน หลังจากนั้นคุณนุ่นจะต้องมีการได้รับรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาลซึ่งคุณนุ่นได้มีการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลทั้งหมด 6 วัน และกลับบ้านได้”

นุ่น รมิดา ได้กล่าวสรุปเรื่องราว พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจและชีวิตหลังจากนี้ว่า
“เกือบไม่ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับพี่ๆ แล้ว สาเหตุหลักๆ มาจากมดลูกแตก เนื่องจากการผ่าตัดเนื้องอกมา วันนี้ขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจตั้งแต่เมื่อวาน ทุกคนส่งดีเอ็มให้กำลังใจ เราไม่รู้จะตอบแทนทุกคนยังไง ขอโทษที่ไม่สามารถตอบทุกคนได้หมดแต่เห็นทุกอย่าง นุ่นไม่อยากให้ทุกคนเศร้ากับข่าวนี้เพราะมันผ่านเวลามาแล้ว และที่ผ่านมามันเศร้ามาพอแล้ว แล้ววันนี้ที่มาแถลงข่าวเพราะอยากให้ทุกคนได้ฟังความจริงที่มันเกิดขึ้นกับนุ่น ไม่อยากให้ทุกคนมานับว่าลำดับเหตุการณ์มันเกิดจากการตั้งครรภ์แบบนี้ๆ ซึ่งมันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเราและมันไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดกับคนที่ตั้งครรภ์ในภาวะสุดท้ายในไตรมาสสามทุกคนนะคะ มันแค่มาแจ๊กพอตที่เราถือว่านี่เป็นอุทาหรณ์เรื่องหนึ่ง และเป็นสัญญาณเตือนให้คนที่เคยผ่าตัดเหมือนนุ่นให้ระวังตัวมากขึ้น”

“สุดท้ายคงอยากถามนุ่นว่าแล้วนุ่น หลุยส์จะเป็นยังไงต่อ ตอนนี้เราโฟกัสในเรื่องของสุขภาพนุ่นมากกว่าเพราะนุ่นเสียเลือดไปเยอะต้องฟื้นฟูร่างกาย ส่วนถ้าจะถามว่านุ่นอยากจะมีลูกอีกไหม มันยังมีความหวังอยู่ ไม่ใช่วันนี้นุ่นไม่มีลูกแล้ว นุ่นแค่คิดว่าจะเลือกมี หรือเลือกที่จะโฟกัสชีวิตคู่ดีกว่า ณ ตอนนี้ยังให้คำตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าคนที่เป็นห่วงและรักนุ่นที่สุดก็น่าจะเป็นหลุยส์เพราะว่าเขาต้องผ่านการรับรู้ข้อมูล ซึ่งไม่รู้ว่าเราและลูกจะไปทั้งคู่หรือจะเป็นยังไง ถ้าให้เวลาเรา ให้กำลังใจเรา ผ่านจุดนี้ไปได้ นุ่นคิดว่ามันไม่นานหรอก นุ่นเคยสูญเสียมาเยอะ นุ่นคิดว่าชีวิตเรามันต้องไปต่อได้ เราจะกลับมามีรอยยิ้มและมีความสุขอีกครั้งแน่นอน”

นุ่น ได้ทิ้งท้ายว่า “วันนี้น่าจะเป็นวันที่เห็นหน้าลูกด้วยซ้ำไป ก็ขอบคุณเอฟซี ขอบคุณทุกคนที่ไม่รู้จักเราเลยแต่ให้กำลังใจ เราก็ขอบคุณที่ให้กำลังใจเรา นุ่นอยากวอนสื่อมวลชนทุกคน ตอนนี้น้องไม่อยู่แล้ว ไม่อยากให้ขึ้นรูปน้อง นุ่นไม่อยากเห็นรูปน้องบนสื่ออีกแล้ว ให้เห็นแค่รูปเราก็พอจะขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”


ทางด้าน หลุยส์ สก๊อต แม้จะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่ตลอดการแถลงข่าวเจ้าตัวมีอาการน้ำตาคลอและกุมมือนุ่นไว้แน่นตลอดเวลา