เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการเลือกตั้งและการลงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ความสำคัญให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ ยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้งจะมีการให้ข้อมูลกระทบองค์กร และสร้างความเข้าใจผิด ในขณะที่หน่วยทหารมีแนวปฏิบัติให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง
ผู้สื่อข่าวถามว่าในการหาเสียงของพรรคการเมืองมีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ในนามของบุคคลมากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชนจะได้อะไร
“ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มีการพูดถึงธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ขอยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร แต่ต้องดูว่าทําแล้วตรงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมองว่าทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยันไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว แต่กลับมีการนําไปพูดเพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหารเท่าไหร่ และทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง” พล.ต.วินธัย กล่าว
เมื่อถามว่าภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การหาเสียงในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก อาทิ เรื่องที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่จริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง ขณะที่กองทัพไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในบางส่วน
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพมีโอกาสได้ชี้แจง เพียงแค่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า หน้าที่หลักของกองทัพบกที่ ผบ.ทบ. เน้นย้ำมี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2.งานป้องกันประเทศ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน
“แต่งานป้องกันประเทศเพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทำมาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทำได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสมเกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์ เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากเดิม” พล.ต.วินธัย กล่าว
โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า เรื่องไอโอ เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่าเป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบันเสรีภาพในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนำข้อมูลเท็จให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 กรณีล่าสุดที่พูดถึงปฏิบัติการไอโออย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง
“ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เรามีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีตที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมาน การปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายามทำให้สังคมเห็นว่าผู้ที่เสียผลประโยชน์ คือกองทัพบก ถ้าเรามีกำลังพลที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยทหาร ก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทำต่อกำลังพลที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือพลทหาร เขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการนำมาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศ” พล.ต.วินธัย กล่าว
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแก ทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสียเราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2-3 กรณีที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรกที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะฉะนั้น สถานะของบุคลากรในองค์กรนั้นว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสิน ก็ต้องออกจากราชการ หากกําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายามสื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ทหารชั้นนายพลไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องการผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร แต่มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่าถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ แต่ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะ ก็ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนและให้เหตุผล ทั้งนี้ ตนอยากให้มองอย่างเป็นธรรม และความสำคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครไปนั่งบริหารองค์กร แต่อยู่ที่ว่าเขาทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากทำไม่ดีหรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน
“กรณีที่มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วมีคนบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกันในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ ในยุคหลังไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมและทีมงานก็เตรียมพร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติยศขององค์กร” พล.ต.วินธัย กล่าว
เมื่อถามว่า กองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจำ งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรง ส่วนฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการปกป้องอธิปไตย หากไม่ทำก็เป็นเรื่องผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรง ซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน



