เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 69 พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผู้กำกับการ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (ผกก.2 บก.สอท.4) สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู บริษัทเอกชนที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำหมายค้น เข้าตรวจสอบอาคาร 3 จุด ซึ่งเป็นอาคารพานิชย์ อยู่บริเวณเดียวกัน ใกล้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 บ้านริมเมย หมู่ 2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

โดยที่อาคารพานิชย์ เลขที่ 605/4 หมู่ 2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบอุปกรณ์เราเตอร์ ติดตั้งอยู่บริเวณผนังชั้นล่างของอาคาร จำนวน 3-4 ตัว ตรวจสอบบริเวณชั้น 2 พบเสาและจานส่งสัญญาณ แบบเสาส่งสัญญาณแบบ Point to Point ซึ่งมีทิศทางการส่งสัญญาณหันไปทางเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา จากการตรวจสอบอาคารฝั่งตรงข้าม ซึ่งอยู่ในพื้นที่เมียนมา สังเกตพบเสารับสัญญาณเช่า

นอกจากนี้อีกจุด เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์ เลขที่ 605/19 บ้านริมเมยหมู่ 2 ต.ท่าสายลวด เป็นอาคารพาณิชย์ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถประสานเจ้าของอาคารได้ จึงประสานผู้ใหญ่บ้านและพยาน เข้าตัดกุญแจ เข้าประตูตรวจสอบ ภายในอาคารพบเราเตอร์ 2 จุด ซึ่งยังมีการเสียบปลั๊กไฟใช้งานอยู่ แต่เป็นที่น่าสังเกต พบผนังอาคารมีร่องรอยการติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมาก โดยมีตะปูยึดผนังจำนวนหลายจุด พบตะปูยึดสายไฟตกกระจาย และยังมีอุปกรณ์ภายในห้อง เหมือนเพิ่งมีการถอดอุปกรณ์ออกไปจากอาคารเมื่อไม่นาน เจ้าหน้าที่จึงประสานผู้เช่าใช้อาคาร ทำการสอบสวนขยายผล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ หรือพนันออนไลน์ ในประเทศเมียนมา ทั้งนี้จากการสอบถามผู้เช่าอาคาร เลขที่ 605/4 ระบุว่า ให้คนรู้จักมาทำการติดตั้ง โดยอาศัยใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรี ทั้งบ้านที่อยู่ฝั่งไทย และในฝั่งเมียวดี

พ.ต.อ.อนุชา กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เนื่องจากได้รับข้อมูลจากบริษัทเอกชน ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต พบว่าอาคารดังกล่าว มีการใช้อินเทอร์เน็ตมากผิดปกติ จึงนำหมายค้นเข้าตรวจสอบ พบของกลางดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AIS 3BB FIBRE3 ตรวจพบการใช้งานที่มีปริมาณสูงผิดปกติ มีปริมาณการใช้งานหนาแน่นและต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุอันเชื่อได้ว่า มีพฤติกรรมต้องสงสัย จึงประสานงานกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อเข้าตรวจสอบและตรวจค้นพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ในเบื้องต้นตำรวจไซเบอร์ ตรวจพบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงิน มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนชาวต่างชาติ และเมื่อประเมินจากวงจรการใช้งานของอาคารทั้ง 3 หลัง พบว่ามีปริมาณการใช้งานสูงกว่าระดับปกติราว 2 เท่า จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ร่วมกับเอไอเอส
จากการเข้าตรวจค้น พบว่าอาคารทั้ง 3 หลัง ไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ดัดแปลงใช้ในการรวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์กระจายสัญญาณข้ามประเทศ จึงได้ทำการระงับสัญญาณ พร้อมรื้อถอนอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และขยายผลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน AIS 3BB FIBRE3 ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานความมั่นคง พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้งานที่ผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสนับสนุนการป้องกัน–ปราบปรามขบวนการมิจฉาชีพที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ขณะที่ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างสรุปผลการตรวจค้นและตรวจยึด โดยพบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต่างชาติ และจะเดินหน้าขยายผลเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป



