เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงรายหนึ่ง สังกัด สอท. ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ซึ่งรับผิดชอบงานธุรการคดี พาเข้าโรงแรมม่านรูดย่านถนนคลองประปา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงได้ส่งข้อความไปหาแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ ต่อมาแฟนหนุ่มของตำรวจหญิงรายนี้ ซึ่งเป็นตำรวจคอมมานโด ทราบเรื่อง จึงหาเบอร์โทรศัพท์ของตำรวจที่ก่อเหตุ และโทรฯ ไปต่อว่า จนทำให้ตำรวจที่ก่อเหตุพาตำรวจหญิงออกจากโรงแรม แล้วนำตัวมาส่งที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านถนนศรีสมาน

หลังเกิดเหตุ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นตำรวจคอมมานโด ได้พาแฟนสาวเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจที่ก่อเหตุ โดยแจ้งความตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่คดีไม่คืบหน้า จึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านสื่อ จนกระทั่งกลายเป็นประเด็นขึ้นมา

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยัง สภ.ปากเกร็ด เพื่อติดตามความคืบหน้า แต่ไม่พบตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุ เบื้องต้นทราบว่า หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุถูกคำสั่งย้ายไปปฏิบัติงานด้านธุรการเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องพบปะประชาชน และในวันดังกล่าวไม่ได้มาทำงาน

พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในบังคับบัญชาพาตำรวจหญิงเข้าโรงแรม จึงได้สอบปากคำผู้เสียหาย ตรวจร่างกาย เก็บพยานหลักฐาน รวมถึงเสื้อผ้า ส่งตรวจหา DNA และสอบปากคำพยานเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็สามารถนำมาให้ตรวจสอบได้ โดยภายหลังสอบปากคำพยานเสร็จ จะมีการส่งวัตถุพยานไปตรวจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ผู้เสียหายทราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายงานผู้บังคับบัญชา

ส่วนกรณีที่สังคมมองว่าคดีล่าช้านั้น ต้องชี้แจงว่า กระบวนการตรวจสอบต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถเร่งรัดได้ โดยล่าสุดพนักงานสอบสวนได้รับผลตรวจแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการต่อไป

ผกก.สภ.ปากเกร็ด ยืนยันว่า ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อมให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยย้ำว่าไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หากผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการปกป้อง

ในส่วนมาตรการทางวินัย เบื้องต้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องพบปะประชาชน และให้มาปฏิบัติงานด้านรับ-ส่งเอกสารภายในสถานีแทน เนื่องจากผลคดียังไม่สิ้นสุด จึงต้องให้ความเป็นธรรมตามกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คดีดังกล่าวอาจบานปลาย เนื่องจากตำรวจคอมมานโดซึ่งเป็นแฟนของตำรวจหญิง และ ร.ต.ท. ผู้ก่อเหตุ ต่างก็มีครอบครัวอยู่แล้ว และภายหลังออกสื่อ ทำให้ภรรยาของทั้งสองฝ่ายทราบเรื่อง และเตรียมดำเนินคดีฐานฟ้องชู้ต่อไป