สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า การตัดสินใจของรัฐมนตรีต่างประเทศของอียู เป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว และคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” เหมาะสมที่จะใช้เรียกระบอบการปกครองที่ปราบปรามการประท้วงของประชาชนอย่างนองเลือด
นอกจากนี้ อียูยังดำเนินมาตรการแบนวีซ่า และอายัดทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐ 21 แห่ง และเจ้าหน้าที่อิหร่านหลายคน ซึ่งรวมถึงรมว.มหาดไทยของอิหร่าน อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการไออาร์จีซีระดับภูมิภาค เนื่องจากการปราบปรามการประท้วง
แม้การดำเนินการของอียูส่วนใหญ่เป็นเชิงสัญลักษณ์ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดทำให้รัฐบาลเตหะรานเตือนว่าจะมี “ผลร้ายแรงตามมา”
EU designates Iran's Revolutionary Guards a terrorist organisation in policy shift https://t.co/O8okQ8CX5R
— The Straits Times (@straits_times) January 29, 2026
แม้ทางการอิหร่านยอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างการประท้วง โดยเปิดเผยตัวเลขไว้ที่มากกว่า 3,000 ราย และอ้างว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกองกำลังความมั่นคง หรือพลเรือนที่ถูกสังหารโดย “ผู้ก่อจลาจล” แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่านั้นมาก และอาจถึงหลายหมื่นราย พร้อมกับชี้ว่า ผู้ประท้วงถูกสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงและไออาร์จีซี ที่ยิงใส่พวกเขาโดยตรง
ทั้งนี้ การดำเนินการของอียูต่อไออาร์จีซี เกิดขึ้นหลังฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าสนับสนุนความเคลื่อนไหวนี้ ตามหลังการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันจากอิตาลี ซึ่งอิสราเอลยกย่องว่าเป็น “การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์”
กระนั้น ไออาร์จีซีโดยรวมและผู้บัญชาการระดับสูง อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของอียูอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า การเพิ่มชื่อของพวกเขาลงในบัญชีดำก่อการร้าย คาดว่าจะส่งผลกระทบในทางปฏิบัติต่อองค์กรเพียงเล็กน้อย.
เครดิตภาพ : AFP



