เมื่อ31 มกราคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านวิชาการและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ “The 1st International Workshop on Enhancing Edible Insect Farming for Farmers in the Mekong–Korea Region” ระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2569 ภายใต้โครงการ “การยกระดับความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนในประเทศลุ่มน้ำโขงผ่านการบูรณาการแมลงกินได้ด้วยนวัตกรรมเพื่ออาหารแห่งอนาคต” โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มศักยภาพเกษตรกร และผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยทีม SMART BEE SDGs คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าภาพหลัก นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เทิด ดิษยบุตร หัวหน้าโครงการ และ รศ.ดร.จรูญ จักร์มุณี รองคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ กองทุนความร่วมมือแม่น้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong–ROK Cooperation Fund: MKCF) และ สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) พร้อมด้วยนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และเกษตรกรจากประเทศไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง

ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. Chuleui Jung จาก Gyeongkuk National University ในประเด็นอุตสาหกรรมแมลงกินได้ การเลี้ยงผึ้งและจิ้งหรีด การจัดการโรคไวรัสในผึ้งเอเชีย การใช้สารกำจัดศัตรูพืชในอุตสาหกรรมแมลง ตลอดจนการนำเสนอข้อมูลความหลากหลายของแมลงกินได้ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ควบคู่กับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากแมลงและผึ้ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะเกษตรศาสตร์และคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเวชสำอางมูลค่าสูง
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาและกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการเลี้ยงแมลงอย่างยั่งยืน รวมถึงการหารือด้านการจัดตั้งกลุ่มเฝ้าระวังศัตรูผึ้งร่วมกับเครือข่าย COLOSS (Prevention of Honey Bee Colony Losses) เพื่อเสริมสร้างระบบป้องกันและลดความสูญเสียในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งของภูมิภาค

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “แมลงกินได้” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาหารพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มีบทบาทสำคัญในระบบอาหารโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกคุณภาพสูง ใช้ทรัพยากรน้ำและที่ดินน้อยกว่าการผลิตปศุสัตว์ทั่วไป และปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์การขาดแคลนอาหารและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น
ในเชิงข้อมูล ปัจจุบันทั่วโลกพบแมลงกินได้มากกว่า 1,900 ชนิด โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายสูงถึง 932 ชนิด และในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงมีการบริโภคแมลงกินได้ประมาณ 164 ชนิด ขณะที่ในมิติทางเศรษฐกิจ ผู้จัดจำหน่ายสามารถสร้างกำไรสุทธิได้ราว 19–30 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์มีศักยภาพสร้างรายได้สูงถึง 14.8–17.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนโอกาสของอุตสาหกรรมแมลงกินได้ในฐานะหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตที่สามารถเติบโตได้จริง
ทั้งนี้ โครงการความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมแมลงกินได้ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว



