เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 69 นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงสถานการณ์คะแนนนิยมของพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ ที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี แม้ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักจะสะท้อนภาพการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ลำดับอันดับของแต่ละพรรคยังขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เชิงลึกและประสบการณ์ทางการเมือง
นายสุขุม กล่าวว่า จากการประเมินข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยคาดว่าจะได้ สส. ประมาณ 130-140 ที่นั่ง จากเดิมที่ประเมินว่าอยู่ในอันดับ 1 หรือ 2 แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าพรรคสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำได้แล้ว
ขณะที่พรรคประชาชน นายสุขุม เห็นว่า จะตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีจำนวน สส. น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยเพียงหลักหน่วยเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมาเป็นอันดับ 3 โดยได้จำนวน สส. แตะระดับ 100 ที่นั่งขึ้นไป
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงประเมินให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 ทั้งที่กระแสจากสื่อและนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าพรรคประชาชนกำลังนำอยู่ นายสุขุม อธิบายว่า หากพรรคประชาชนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้จริง กระแสต้องอยู่ในระดับเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น แม้พรรคประชาชนจะดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียง และหยิบประเด็นกองทุนประกันสังคมมาเป็นแคมเปญหลัก แต่กระแสยังไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับเดียวกับอดีต ขณะเดียวกัน แคมเปญเก่าบางส่วนยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากนัก เช่น สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” รวมถึงการถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีจุดยืนไม่เห็นด้วยไม่เปิดรับอยู่แล้ว
“ประเด็นประกันสังคม เป็นเรื่องที่ดี แต่มันเป็นการตอกย้ำความเป็นฝ่ายค้านมากกว่าความเป็นฝ่ายรัฐบาล คนจะเห็นว่า นี่ไง ตรวจสอบเก่ง เอาไปตรวจสอบรัฐบาลเลย” นายสุขุม กล่าว
เมื่อถามถึง การประเมินปัจจัยโดยรวม นายสุขุม กล่าวว่า โอกาสที่พรรคประชาชนจะขยายฐานเสียงให้มากกว่าเดิมมีค่อนข้างจำกัด ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังสามารถสื่อสารและขายผลงานรัฐบาล 3 เดือน ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรักษาฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมผ่านการสื่อสารเชิงเตือนว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ อาจเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามามีอำนาจ
นายสุขุม กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ควรประมาทพรรคประชาชน เนื่องจากยังมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละพรรคสามารถปล่อยแคมเปญทางตรง เพื่อเร่งกระแสได้ในช่วงสุดท้าย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยควรยึดประเด็นด้านความมั่นคงเป็นแกนหลักในการหาเสียงต่อไป ขณะเดียวกัน พรรคที่เน้นการทำงานเชิงพื้นที่จำเป็นต้องเร่งลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน แสดงความตั้งใจและความใกล้ชิดกับประชาชน เพื่อเก็บคะแนนในระดับเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถอยู่เฉยได้ในช่วงโค้งสุดท้าย
สำหรับพรรคเพื่อไทย นายสุขุม ประเมินว่า แม้จะอยู่ในอันดับ 3 แต่คะแนนนิยมมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะกระแสของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายเชน ยศชนัน ที่เริ่มได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะขยับขึ้นมาแข่งขันในอันดับ 1 หรือ 2 ได้ เนื่องจากนักการเมืองที่เข้มแข็งเชิงพื้นที่จำนวนหนึ่งได้ย้ายออกจากพรรคไปแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญของพรรคเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้าย คือการผลักดันบทบาทของนายเชนให้โดดเด่นมากขึ้น และอย่าให้เกิดปัญหาการแย่งพื้นที่สื่อสารภายในพรรค จนไปบดบังนายยศชนัน ที่กำลังตีคะแนนคืนมา.



