สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่าศูนย์วิจัยพิวจัดทำการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่จำนวน 8,512 คน ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชน ในตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ปรากฏว่า ความนิยมของชาวอเมริกันที่มีต่อทรัมป์ อยู่ที่ประมาณ 37% ลดลงประมาณ 3 จุด เมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา


ผลการศึกษายังพบความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ที่มีต่อนโยบายของทรัมป์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียง 27% ซึ่งให้การสนับสนุน ลดลงจาก 35% ในช่วงแรกของการกลับสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สอง เมื่อปี 2568


ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างในสัดส่วน 2 ต่อ 1 มองว่า สถานการณ์หลายอย่างในประเทศเลวร้ายลง เพราะการดำเนินการของรัฐบาลเอง


ทั้งนี้ พิววิเคราะห์ด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทรัมป์ในตอนนี้ คือ “แหล่งที่มา” ของคะแนนนิยมที่หายไป ซึ่งมาจากกลุ่มฐานเสียงที่เคยจงรักภักดีต่อทรัมป์ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 ประมาณ 67% ของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า สนับสนุนแนวคิดส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของทรัมป์ แต่ฐานเสียงนี้เริ่มปรากฏรอยร้าว โดยปัจจุบันเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันเพียง 56% ซึ่งยังคงยืนยันเช่นเดิม


นอกจากนี้ พิวมองว่า ประเด็นเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญ ประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งกลางเทอม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. นี้ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามดำเนินการหลายอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ เช่น คำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งห้ามนักลงทุนกว้านซื้อบ้านเดี่ยว เพื่อหวังให้ชาวอเมริกันเข้าถึงการซื้อบ้านได้เองและราคาไม่แพง

อย่างไรก็ตาม พิววิเคราะห์ว่า มาตรการที่ออกมายังไม่สามารถหยุดยั้งการ “เลือดไหล” ของฐานเสียงพรรครีพับลิกันได้.

เครดิตภาพ : AFP