หากพิจารณากันตามความรู้สึกเวลานี้เมื่อเปรียบเทียบความนิยมของแต่ละพรรคการเมือง ก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาชน(ปชน.)มี “กระแสดี” แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่ได้ถึงขั้น “ฟีเวอร์” แน่นอน เพราะเมื่อเทียบกับบรรยากาศ ตัวบุคคลของพรรค รวมทั้งกระแสของฝ่ายตรงข้ามต่างกับบรรยากาศในช่วงเลือกตั้งปี 66 อย่างเห็นได้ชัด ตอนนั้นกระแสเบื่อสามลุงที่ถูกกระตุ้นจากฝ่าย “ส้มสามนิ้ว” ชัดเจนมาก
แต่การเลือกตั้งปี 2569 ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม กระแสของพรรคส้มไม่ได้ปังแบบเดิม แม้ว่ากระแสยังดี แต่ไม่ฟีเวอร์เหมือนเดิม เมื่อเจอการสู้รบของทหารไทยสร้างความประทับใจ จนเป็น“กระแสชาตินิยม” เพิ่มขึ้นจนขยายวงกว้างส่งผลไปถึงพรรคการเมือง และการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ในทางกลับกัน พลาดท่าติดหล่มกับคำพูดในอดีตที่บอกว่า “มีทหารไว้ทำไม-รบกับใครก็ไม่ชนะ” ซึ่งเป็นการด้อยค่าทหารอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกันแม้ “พรรคส้ม” จะชูจุดขายไม่เอา “เทา” แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นจุดอ่อนของตัวเองที่มีเคสเทาเกิดขึ้นในพรรค จนกลายเป็นเคสดำสนิทเป็นประจำ ทำให้การหาเสียงสะดุด จนต้องเรียกตัว ”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“ มาช่วยหาเสียงหวังโกยคะแนนเหมือนปี 2566 เพราะ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ถือว่ายังไม่เด่นพอ ทุกอย่างยังจืดชืดและยังไม่แหลมคมพอ จึงต้องมีจุดขาย โปรโมทอย่างอื่นที่เป็นจุดเด่นมากกว่า
ขณะที่ฝั่งอนุรักษ์นิยม “ค่ายสีน้ำเงิน” มาคราวนี้ปรับขบวนทัพกันใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น เน้นจุดขายดึงกระแสชาตินิยม ไม่เน้นนโยบายประชานิยม ขายฝันลมๆแล้งๆ และดึง “มืออาชีพ” อย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ -ศุภจี สุธรรมพันธุ์ -สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ลงมาตัดคะแนนพรรคส้ม หวังโกยคะแนนเสียงคนชั้นกลาง คนในเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด ชื่นชอบคนหน้าใหม่ บวกความสดใหม่เพราะพวกเขาขายได้ในพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีคะแนนดูแล้วสูสี
โดย “ผู้นำค่ายเซาะกราว” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศลั่นพกความมั่นใจขอเป็นพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล ตั้งเป้าใหม่สส.ระบบเขต 200เก้าอี้ เป้าต่ำสส.บัญชีรายชื่อ 10-15 ที่นั่ง พร้อมระบุถึงพรรคประชาชนว่า ยังไม่ได้คิดว่าจะจับมือร่วมกันขอดูคะแนนในวันเลือกตั้งก่อน ย้ำว่าไม่มีความเคียดแค้นส่วนตัวอะไรต่อกัน และไม่เคยปิดทางใคร ไม่เอาอย่างเดียวคือคนผิดกฎหมาย คนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่ดี คนไม่ประกอบอาชีพสุจริต แต่ต้องมีกฎหมายมายืนยัน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายและทุกความเคลื่อนไหวเท่าที่มองเห็นในยามนี้ แม้ว่าพรรคประชาชนยังเด่น และหลายสำนักโพลมีคะแนนนำ แต่รับรองว่าไม่ได้ “ฟีเวอร์” เหมือนการเลือกตั้งคราวก่อน เพราะบรรยากาศและบริบทคราวนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปแบบตรงข้าม กระแสคลั่งชาตินิยม จากเรื่องสู้รบชายแดนไทย-เขมร กำลังมาแรง ฉะนั้นครั้งนี้พรรคส้มคงทำได้แค่รักษาจำนวนไม่ให้น้อยกว่าเดิมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า



