กลายเป็นหนึ่งในดราม่าวงการเซียนพระ และธุรกิจหรูที่ถูกจับตาอย่างหนัก เมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง “มาดามเก่ง” นักธุรกิจหญิง กับ “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดัง แตกหักจากมิตรภาพ กลายเป็นคดีความมูลค่าหลายร้อยล้านบาท พร้อมพาดพิงถึงนายตำรวจระดับสูงอย่าง “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องหนี้สินธรรมดา แต่สะท้อนเครือข่ายความสัมพันธ์ในวงการพระ เครื่องประดับ รถหรู ไปจนถึงการเจรจาที่จบลงด้วยการแจ้งความตอบโต้กันไปมา
จุดเริ่มต้นจาก “Bentley” และวงการเซียนพระ
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 2565 เมื่อ “มาดามเก่ง” ได้รู้จักกับ “โทน บางแค” ผ่าน “ตี๋ตื่น” เซียนพระรุ่นใหญ่ เพื่อขอคำปรึกษาเรื่องการขายรถหรู Bentley
จากนั้นความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้นมากขึ้น ฝั่งมาดามเก่งอ้างว่า โทนเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการซื้อขายทรัพย์สิน ทั้งรถหรู นาฬิกา และสินค้าแบรนด์เนม ก่อนจะมีการยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจ “กล้องส่องพระ”
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเริ่มมี “เช็คเด้ง” หลายใบ รวมถึงการนำพระพุทธรูปมาใช้ค้ำประกัน โดยอ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 400-500 ล้านบาท ทว่าภายหลังตรวจสอบกลับพบว่ามีมูลค่าจริงเพียงประมาณ 35-40 ล้านบาทเท่านั้น
มาดามเก่งระบุว่า ความเสียหายสะสมรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท แม้อีกฝ่ายทยอยชำระบางส่วน แต่ปัจจุบันยังเหลือหนี้ประมาณ 300 ล้านบาท
ขณะที่ “โทน บางแค” ยอมรับว่าเป็นหนี้จริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยผิดสัญญา และมีการชำระล่วงหน้าไปถึงปี 2570 แล้ว
17 เม.ย. จุดแตกหัก “วงเจรจา” ที่มีชื่อบิ๊กเต่า
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เรื่องบานปลาย คือการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ภายในกองบังคับการปรามปราบ ชั้น 27 ซึ่งมี “บิ๊กเต่า” อยู่ในเหตุการณ์
ฝั่งโทน บางแค อ้างว่า ถูกใช้อำนาจกดดันให้ชำระหนี้ พร้อมระบุว่ามีการใช้คำพูดในลักษณะข่มขู่ จนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
แต่ทาง “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกโทนมาเจรจา กลับเป็นอีกฝ่ายที่ประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” ให้ช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย พร้อมปฏิเสธข่าวลือเรื่องเรียกรับค่าคอมมิชชั่น 30%
ด้าน “มาดามเก่ง” ก็ยืนยันเช่นกันว่า รอง ผบช.ก. เพียงเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยตามคำร้องขอ และไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว

โทน เดินหน้าร้อง ผบ.ตร.-แจ้งความบิ๊กเต่า
หลังการพูดคุยไม่เป็นผล “โทน บางแค” เริ่มเดินเกมตอบโต้ทางกฎหมายทันที
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างว่าถูกนายตำรวจระดับสูงใช้อำนาจทวงหนี้
ต่อมาในวันที่ 5 พฤษภาคม ช่วงเช้า โทนเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน ดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พร้อมพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่รัฐติดตามทวงถามหนี้ ตาม พ.ร.บ.ทวงถามหนี้
จากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน ยังเข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่ถูกเรียกว่า “อัยการแหม่ม” ซึ่งอยู่ในวงเจรจาว่าเป็นอัยการจริงหรือไม่ และใช้เวลาราชการมาช่วยเคลียร์หนี้ส่วนตัวได้หรือไม่

มาดามเก่งร่ำไห้ขอโทษ “บิ๊กเต่า”
ฝั่งมาดามเก่งออกมาแถลงตอบโต้ พร้อมยอมรับว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากความเครียดและความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมร่ำไห้ขอโทษบิ๊กเต่าที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่า “อัยการแหม่ม” เป็นญาติที่ทำงานแบบ Work from home และเข้ามาช่วยดูข้อกฎหมายให้ในฐานะคนรู้จักเท่านั้น
ด้านบิ๊กเต่าเองก็ส่งสัญญาณเตรียมฟ้องกลับโทน บางแค ฐานทำให้เสียชื่อเสียง โดยเฉพาะในช่วงใกล้ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ พร้อมเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้โทนและพวกถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” จากกรณีซื้อขายพระเครื่องอยู่แล้ว

เปิดชื่อ “9 เซียนลูกหนี้” วงการพระสะเทือน
อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนคือ การที่มาดามเก่งอ้างว่า ไม่ได้มีเพียงโทนคนเดียว แต่ยังมีกลุ่ม “9 เซียนลูกหนี้” ที่มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน จนเกิดความเสียหายรวมอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท
ระหว่างการแถลง ยังมีชื่อบุคคลในวงการพระถูกกล่าวถึงหลายราย ทั้ง “ป๋อง สุพรรณ” ผู้ประสานงาน “ตี๋ตื่น” คนแนะนำให้รู้จักกันครั้งแรก และ “อุ๊ กรุงสยาม” เพื่อนสนิทของมาดามเก่งที่อยู่ในเหตุการณ์หลายครั้ง
รวมถึงทรัพย์สินหรูที่กลายเป็นประเด็น ทั้งนาฬิกา Richard Mille กระเป๋าแบรนด์เนม และทะเบียนรถซูเปอร์คาร์ ที่ถูกนำมาใช้ต่อรองหนี้
ศึกนี้ยังไม่จบ
จนถึงขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าสู้กันในหลายมิติ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องเรียนหน่วยงานตรวจสอบ
ฝั่ง “มาดามเก่ง” แจ้งความดำเนินคดีกับโทน บางแค ในข้อหาฉ้อโกง ขณะที่ “โทน บางแค” ก็เปิดศึกกลับ แจ้งความ “บิ๊กเต่า” พร้อมร้องเรียน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากจุดเริ่มต้นของมิตรภาพในวงการเซียนพระ วันนี้กลับกลายเป็นมหากาพย์หนี้หลายร้อยล้าน ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร.



