เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ต.แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพนักงานราชการ ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำเลยที่ 1 และมารดาของจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย,ฐานเป็นเจ้าพนักงานและผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น, ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตั๋วเงิน, ฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสาราชการที่ได้ปลอมขึ้น, ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 188, 266, 268 ประกอบมาตรา 83, 86, 91 และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินคืนจำนวน 33,994,812 บาท ให้แก่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และขอให้ศาลริบของกลางลำดับที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 7, ที่ 8 และที่ 9-11
โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ตามสัญญาจ้างพนักงานราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ระยะเวลาสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 และสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2563 ส่วนจำเลยที่ 2 มีสถานะเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เป็นผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนในการประทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเงินและบัญชี รับผิดชอบการใช้ระบบบริหารการเงินและมีหน้าที่รับผิดชอบการใช้ระบบบริหารการเงินการคลังของรัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ (GFMIS) ประจำสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบัตรสมาร์ตการ์ดของระบบบริหารการเงิน การคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้มอบบัตรสมาร์ตการ์ดของระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้หัวหน้าการเงินและบัญชีของสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้ใช้สิทธิผู้อนุมัติของระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) เพื่อทำหน้าที่แทน ต่อมาได้มอบบัตรสมาร์ตการ์ดและรหัสผ่านที่มีสิทธิอนุมัติในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ให้กับจำเลยที่ 1 ไปใช้ดำเนินการแทน โดยหัวหน้าการเงินจะเก็บบัตรสมาร์ตการ์ดและกุญแจไว้ใต้ลิ้นชักโต๊ะที่ใช้ร่วมกัน จำเลยที่ 1 อาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยู่ อาศัยโอกาสที่ตนเองเป็นผู้ถือบัตรสมาร์ตการ์ดและรหัสผ่านที่มีสิทธิอนุมัติในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ได้แอบนำเอาบัตรสมาร์ตการ์ดและรหัสผ่านไปกระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินงบประมาณของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจครอบครองของสำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 ได้ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการกระทำความผิดโดยมีพฤติการณ์กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกันรวม 150 กรรม
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำสั่งประทับฟ้อง
โดยจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวชั้นพิจารณา ทั้งนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ในระหว่างพิจารณา โดยตีราคาหลักประกันวงเงิน 70,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีญาติหรือบุคคลอื่นใดยื่นขอประกันตัว.



