เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรีทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือที่เรียกว่า ศปปง.โดยพันตำรวจเอกดุสิต วารีประโคน เลขานุการศูนย์ป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ ประสานงาน กับกองบัญชาการต่างๆ เพื่อจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 ประจำปี พ.ศ 2569 รุ่นที่ 1 จัดขึ้น โดยมีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมอบรมจำนวน 152 นาย ประกอบด้วยข้าราชการนายตำรวจภูธรภาค 1 ถึงตำรวจภูธรภาค 6 และข้าราชการตำรวจส่วนกลาง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารับการอบรม มีความรู้มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเสริมสร้างทักษะความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการสืบสวนสามารถใช้เทคนิคหรือวิธีการต่างๆได้เหมาะสมในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มากขึ้น

ทั้งนี้ในส่วนเกี่ยวกับ การพิจารณาสำนวนการสอบสวน การจัดทำคำฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง และคดีอาญา ตลอดจนการดำเนินคดีในชั้นศาล

โดยไฮไลท์ของงานทาง คณะผู้จัดอบรม ได้เชิญ นายเทพประทานพรทองคลัง อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี อัยการที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายฟอกเงิน เเละผ่านการเป็นองค์คณะเเละเจ้าของสำนวนคดีฟอกเงินชื่อดังหลายคดี มาเป็นวิทยากร บรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับหลักการ และความมุ่งหมายของกฎหมายฟอกเงิน และความผิดมูลฐานต่างๆ ตลอดจน เทคนิค ในการสอบสวนความผิดมูลฐาน การสอบสวนคดีอาญาฟอกเงิน การดำเนินการ ยึดทรัพย์เพื่อให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน กระบวนการการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย

โดยนายเทพประทานพร ทองคลัง ได้ยกตัวอย่าง คดีหลอกให้ลงทุน เทรดเงิน หรือที่เรียกว่า Forex 3D ที่มีการหลอกลวง โดยมีการนำบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเป็นที่รู้จักของประชาชนมาร่วมขบวนการ ให้มีการลงทุน โดยมีการตกแต่ง ว่ามีผลกำไรสูง เพื่อจูงใจผู้เสียหายให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แล้วอ้างว่ามีการเก็งกำไรค่าเงิน

และยกตัวอย่าง คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นายโจฮันเนส เพทุสฟาร์ลาโฮเวน ผู้ต้องหาตามกฎหมายฟอกเงิน สัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีการโอนเงิน ที่ได้จากการกระทำความผิด ข้อหาจำหน่ายกัญชา โดยนำเงินดังกล่าว มาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เรือยอร์ชรถยนต์หรู ต่างๆ และนาย

เทพประทานพรได้อธิบาย กระบวนการการนำสืบพยานในศาล ว่าในคดีอาญาฟอกเงิน ใช้ระบบกล่าวหา โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ ให้ศาลเห็น ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด โดยมีองค์ประกอบ ความผิดคือการโอนรับโอนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยปกปิดอำพรางซ่อนเร้น อันเป็นองค์ประกอบความผิดกฎหมายฟอกเงินตามมาตรา 5 ส่วนคดีแพ่ง การยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินและการเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย จะต้องพิสูจน์ว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงินเกิดขึ้น ผู้คัดค้าน เป็นผู้กระทำ ได้ทรัพย์สินจากการกระทำความผิดมา ในภายหลัง ภาระการพิสูจน์ จะตกอยู่กับผู้คัดค้าน ทางนี้นอกจากจะมีการให้ความรู้ จากทางสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน จากทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีกด้วย โดยวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฝึกอบรม มีความมุ่งหมาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย มีความรู้มีความเข้าใจ สามารถดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน ได้สำเร็จเรียบร้อยลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ในอันที่จะตัดวงจรอาชญากรรม มิให้หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิด มาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที อันเป็นการยังประโยชน์ยุติธรรมแก่ประชาชน

รวมถึงยังยกตัวอย่างมูลฐานความผิดที่หลายคนไม่ค่อยได้ทราบ อาทิเช่น ความผิดเกี่ยวกับการขู่กรรโชกทรัพย์ อย่างเช่นคดี เเก๊งปล่อยเงินกู้ให้หญิงสาวเเละเมื่อ ลูกหนี้ไม่มีจ่ายก็ถูกบังคับมามีเพศสัมพันธ์ จากนั้นก็บังคับให้ถ่ายคลิป เเละนำไปใช้ข่มขู่ เอาทั้งตัวเเละเงินเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็น 1 ในความผิดมูลฐานการฟอกเงินในเรื่องของ กรรโชกขู่เข็ญ เเละเชื่อว่าหากมีการขยายผลส่วนมากคนร้ายจะไม่ได้ทำต่อผู้เสียหายรายเดียว ถ้าเรายึดทรัพย์ได้ก็เป็นการหยุดวงจร.