‘เงินเดือนออกเมื่อไร ก็หมดไปกับการจ่ายหนี้’ เรื่องจริงของมนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อย ที่แม้มีรายได้ประจำ แต่ภาระครอบครัว ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการใช้เงินและเหตุไม่คาดฝัน ทำให้หลายคนติดอยู่ในวงจรหนี้ จนยากจะสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb) กล่าวว่า แม้เครื่องมือทางการเงิน ทั้งการรวบหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ หรือสินเชื่อต่างๆ จะช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ได้ แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมและสร้างวินัยทางการเงิน ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การพัฒนา ‘โครงการโค้ชปลดหนี้’ ซึ่งทีทีบีเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยเริ่มจากการสร้างต้นแบบการแก้หนี้ในองค์กร ก่อนขยายผลสู่องค์กรพันธมิตร และตั้งเป้าต่อยอดองค์ความรู้สู่มนุษย์เงินเดือนทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น
“ถ้าวันนี้ธนาคารยังช่วยพนักงานตัวเองให้หลุดพ้นจากวังวนหนี้ไม่ได้ เราก็คงไปช่วยสังคมข้างนอกไม่ได้เช่นกัน เราจึงต้องสร้าง Success Prototype จากภายในเพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่ภายนอก” ฐากรกล่าว
ปั้นต้นแบบจากคนในองค์กร
ทีทีบีนำพนักงานมาเป็นต้นแบบของการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ด้วยการตรวจสุขภาพทางการเงินและให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว โดยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ตัวหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ลงลึกถึงพฤติกรรมและสาเหตุของการก่อหนี้ ซึ่งผลจากการประเมินพนักงานกว่า 6,000 คน พบว่าประมาณ 14% อยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาทางการเงินระดับรุนแรงและต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะที่กว่า 85% ของกลุ่มดังกล่าวตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการโค้ชปลดหนี้ และปัจจุบันมีผู้ผ่านกระบวนการจนได้รับ ‘สมุดพกแก้หนี้’ แล้ว 560 ราย
ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นอกจากจะช่วยลดหนี้ได้แล้ว ยังช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน โดยผู้เข้าร่วมโครงการ 56% สามารถพลิกกระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก, มากกว่า 90% มีสถานะทางการเงินดีขึ้น และกว่า 80% ยังปฏิบัติตามแผนที่วางร่วมกับโค้ชอย่างต่อเนื่อง
“คีย์หลักของการแก้หนี้ที่ยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปเทให้ลูกหนี้เพียงอย่างเดียว หรือแค่การลดดอกเบี้ย แต่มันคือการปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต” ฐากรกล่าว
พี่เลี้ยงทางการเงิน
หัวใจของโครงการคือ ‘โค้ชปลดหนี้’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางการเงิน ไม่ใช่ที่ปรึกษาที่คอยให้คำแนะนำเพียงครั้งเดียว แต่ยังติดตามและช่วยวางแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิเคราะห์รายรับรายจ่าย การจัดลำดับการชำระหนี้ การสร้างเงินออม ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ปัจจุบัน ทีทีบีมีโค้ชอาสาทั้งหมด 110 คน ซึ่งเป็นทั้งพนักงานปัจจุบันและผู้เกษียณอายุ โดยทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้ที่มีสุขภาพการเงินระดับสีเขียว ผ่านการอบรมเป็นเวลา 4 วัน และสอบผ่านตามมาตรฐานของธนาคาร
พร้อมกันนี้ ธนาคารยังพัฒนาเครื่องมือตรวจสุขภาพทางการเงินให้บุคคลทั่วไปประเมินสถานะของตนเอง โดยมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 144,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มสีเขียว 53% สีเหลือง 31% สีส้ม 13% และสีแดง 3% ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นระดับความเสี่ยงทางการเงินและวางแผนแก้ไขได้ตั้งแต่ปัญหายังไม่ลุกลาม
ลดดอกเบี้ย-สร้างวินัย
ฐากร กล่าวว่า การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากลูกหนี้ยังแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงอยู่ ทีทีบีจึงใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาช่วยควบคู่กัน ทั้งการรวบหนี้เพื่อลดดอกเบี้ยจากมากกว่า 20% เหลือประมาณ 6-8% ซึ่งดำเนินการแล้วกว่า 77,700 บัญชี วงเงินรวม 21,500 ล้านบาท ช่วยลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยได้กว่า 3,100 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผ่านสินเชื่อสวัสดิการสำหรับพนักงานองค์กรพันธมิตร และเข้าร่วมโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดภาระให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบหนัก
อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) โดยใช้คะแนนเครดิต (NCB Score) ประกอบการพิจารณา เพื่อให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าแล้วกว่า 650 ล้านบาท
ขยายสู่พันธมิตร
หลังพิสูจน์ผลลัพธ์จากการทดลองภายในองค์กร ทีทีบีได้ยกระดับโค้ชปลดหนี้” จากโครงการภายในองค์กรสู่แพลตฟอร์มความร่วมมือกับภาคธุรกิจในรูปแบบ ‘Train the Trainer’ เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถพัฒนาทีมโค้ชของตนเองในการดูแลสุขภาพทางการเงินของพนักงานได้อย่างเป็นระบบ
ล่าสุด ธนาคารได้ลงนามความร่วมมือกับกลุ่มเอ็มบีเค (MBK) และกลุ่มทุนธนชาต (TCAP) พร้อมอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มโรงพยาบาล โดยตั้งเป้าขยายความร่วมมือให้ครบ 10 องค์กรภายในสิ้นปีนี้
“ยุทธศาสตร์การแก้หนี้ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีโค้ชเป็นจิ๊กซอว์ที่คอยจับมือพาลูกหนี้เดินออกจากวังวนเดิม หากทุกองค์กรสามารถสร้างบุคคลต้นแบบเหล่านี้ขึ้นมาดูแลคนของตนเองได้ เราเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับสุขภาพทางการเงินของคนไทยให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน” ฐากรกล่าวทิ้งท้าย



