เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 3 ม.ค. ที่อนุสาวรีย์สมรภูมิชัย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการมาร่วมงานวันทหารผ่านศึกในวันเดียวกันนี้ ว่าเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมของทหารผ่านศึก รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุด กรณีทหารที่สละชีพ 42 นาย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันว่าประชาชนทุกคนซาบซึ้งถึงความเสียสละของทหารทุกนาย และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ทหารทุกคนที่ต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมือง

ส่วนการช่วยเหลือดูแลทหารผ่านศึกได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการเยียวยาครอบครัวทหารที่สละชีพจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 42 นาย ทั้งการช่วยเหลือเรื่องเงินและสิทธิต่างๆ ที่ครอบคลุม ซึ่งจากการพูดคุยกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย มีความเข้าใจกันดี โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลทุกคนจนกว่าจะมั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เมื่อขาดหัวหน้าครอบครัว ทั้งนี้ ยอมรับว่า ทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นๆ ยังต้องให้การช่วยเหลือกันต่อไป เพราะมองว่า เงินช่วยเหลือ 600 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ทำให้ได้ใกล้ชิดทหารมากขึ้น และเห็นว่า สิ่งที่ทหารประสบเหตุบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะกังวลมากที่สุดคือการใช้ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล เพราะทหารเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานมาดูแล แต่อยากมีอาชีพการงานและหากได้กลับเข้ามาทำงานต่อจะดูแลในเรื่องนี้ต่อ

“รู้สึกดีใจที่ได้เห็นทหารผ่านศึกในหลายสมรภูมิยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่บางคนไม่มีครอบครัวและถูกทอดทิ้ง บางคนเป็นทหารอาสาสมัครไม่ใช่ทหารประจำการจึงไม่มีบำเหน็จบำนาญ และต้องได้รับการดูแล ซึ่งหากยื่นรายชื่อและประวัติมาก็พร้อมที่จะดูแลเต็มที่ โดยมอบหมายให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ดูแลในเรื่องนี้ และหากได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีก จะเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ยังกล่าวถึงการพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกนั้น ยังไม่ขอพูดถึงในเรื่องของงบประมาณ เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นการหาเสียงและเสียบรรยากาศ แต่ขอย้ำว่ามีความตั้งใจเพื่อที่จะตอบแทนทหารผ่านศึก รวมทั้งทหารปัจจุบันที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย.