พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม รองประธานพระธรรมจาริก กล่าวว่า จากการประชุมพระธรรมจาริก เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นชอบร่วมกันในการดำเนินการโครงการอาบป่า ท่องธรรม โดยจะเป็นการดำเนินการร่วมกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมทั้งได้มอบหมายให้พระธรรมจากริกใน 9 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน พะเยา ลำปาง เพชรบูรณ์ และกาญจนบุรี ไปสำรวจเส้นทางเพื่อดำเนินการตามโครงการดังกล่าวที่จะเริ่มในปี 2569

รองประธานพระธรรมจาริก กล่าวต่อไปว่า สำหรับการอาบป่า มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า Shinrin-Yoku โดยวิธีการอาบป่าคือ ผู้เข้ารับการบำบัดจะเข้าไปใช้เวลาในป่า โดยปราศจากเครื่องมือสื่อสาร อยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เดินทางท่องเข้าไปในป่าอย่างช้าๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศอันเงียบสงบท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า เปรียบได้กับใช้ยาทางธรรมชาติจะช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย หัวใจสำคัญของการอาบป่า คือ 1.มีสติ ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวในปัจจุบันขณะ ไม่คิดฟุ้งซ่าน 2.ได้ใช้ประสาทสัมผัส สังเกตสีเขียวของต้นไม้ ฟังเสียงนกเสียงลม ดมกลิ่นดินใบไม้ สัมผัสเปลือกไม้ ลิ้มรสผลไม้ป่า 3.ช้าและสงบ เดินอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง ไม่ต้องมีเป้าหมายชัดเจน 4.ผ่อนคลาย ปล่อยวางความกังวล เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและฟื้นฟูพลังงาน และสิ่งที่ได้แน่นอนคือการรักษาป่าในเส้นทางที่เราเดิน

“การเดินป่าหรือการเดินธุดงค์เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนว่าเป็นหนทางอันประเสริฐ เมื่อได้เดิน พร้อมกับการมีสติสัมปชัญญะ รู้เหตุ รู้ผล รู้ธรรม ก็สามารถที่จะเข้าถึงธรรมได้ ซึ่งมีตัวอย่างพระมหาเถระที่บรรลุธรรมด้วยการเดินธุดงค์หลายรูป และในอดีตพระเถระในสังคมไทย ท่านก็เดินธุดงค์เข้าป่า เพื่อฝึกฝนจิตใจ กลายเป็นครูบาอาจารย์หรือพระมหาเถระ ดังเช่น หลวงปู่มั่น หลวงพ่อคูณ เป็นต้น” พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าว



