เมื่อวันที่ 4 ก.พ. จากกรณีขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ที่ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ล่มทับบริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้วจ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นคือนางสาวสุพิณนา หรือ พิน สัตบุตร อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 25 หมูที่ 6 บ้านตาสะดำใหญ่ ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ นางสาวสุพิณนา มี น้องกร ลูกชายอายุ 12 ปี 1 คน แต่พ่อของน้องกร เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนน้องกรญาติทางปู่คือครอบครัวของสามีนางสาวสุพิณนาซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเป็นคนเลี้ยงน้องกรมาตั้งแต่ยังเล็ก

ถึงแม้น้องกร จะเสียแม่ไปแล้วก็ตาม แต่ครอบครัวของปู่น้องกรยังใจชื้นเพราะจะได้รับเงินเยียวยาจากอุบัติเหตุในครั้งนี้จนกระทั่งทราบข่าวว่าทั้งบริษัทและการรถไฟมีการเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตคนละ 1.7 บาท

แต่กลายเป็นฝันร้าย เงินจำนวน 1.7 ล้านบาทไปเข้าบัญชีของพ่อของนางสาวสุพิณนา แม่น้องกรผู้เสียชีวิตทำให้ครอบครัวของปู่น้องกรที่เลี้ยงน้องกรมาตั้งแต่เล็กได้แค่อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายมีการประสานไปยังตาของน้องกร จนกระทั่งได้รับเงินโอนเข้ามา 200,000 บาท

นายบุญเรือง ขิงประโคน อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 ม.6 ต.บ้านปรือ อ.กระสัง ลุงน้องกรที่เลี้ยงดูน้องกรมาตั้งแต่เด็ก เล่าว่า ปกติจะมีอาชีพรับจ้างเห็นและเลี้ยงน้องกรมากับปู่น้องกรตั้งแต่เล็ก มารู้ข่าวว่าเงินเยียวยาไปเข้าบัญชีของตาน้องกร พวกตนก็ไม่รู้เรื่องแต่ทำอย่างไรได้ จริงๆ แล้วทางการหรือผู้ที่รับผิดชอบเรื่องเงินเยียวยาควรจะดูว่าภาระของผู้เสียชีวิตคือยังมีลูกอีก 1 คน แต่เงินกลับไปเข้าบัญชีตาของน้องกรทั้งหมดจนกระทั่งมีการโอนกลับมา 200,000 บาท ทางนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องเลี้ยงน้องต่อไป

ด้านนางรังสิมา ร่าเริงยิ่ง อายุ 50 ปี ป้าอีกคนซึ่งอยู่ในครอบครัวของปู่น้องกร เล่าว่า ยอมรับว่าสงสารเด็กเคยถามน้องกรว่าอยากไปอยู่กับตาที่เอาเงินไปทั้งหมดหรือไม่ น้องกรบอกว่าไม่ไป ส่วนหนึ่งก็ไม่อยากให้ไปเพราะเราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะเป็นวันแม่ วันเด็ก
เราจะไปเป็นตัวแทน

ที่ผ่านมาแม่น้องจะโอนเงินมาให้เป็นค่าเลี้ยงดูตลอด แต่ตอนนี้แม่ไม่ได้โอนแล้ว น้องจะเรียกเราว่าแม่ตลอด ถึงแม้เราจะเป็นป้าก็ตาม
ส่วนเรื่องเงินเขาจะให้หรือไม่ให้เราไม่รู้เรื่อง แต่เราต้องเลี้ยงน้องต่อจนโต