สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปานามาซิตี ประเทศปานามา เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโฮเซ มูลิโน ผู้นำปานามา กล่าวว่า ปานามาเป็นประเทศที่ยึดถือหลักนิติธรรม และเคารพการตัดสินใจของฝ่ายตุลาการที่เป็นอิสระ และกระทรวงการต่างประเทศปานามา “จะจัดการตามความเหมาะสม” กับสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่


ทั้งนี้ ศาลฎีกาของปานามามีคำพิพากษา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้สัญญาของบริษัท ปานามา พอร์ตส์ คอมพานี (พีพีซี) ในเครือของซีเค ฮัทชิสัน บริษัทข้ามชาติด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของฮ่องกง ในการบริหารจัดการท่าเรือสำคัญสองแห่งของปานามา “เป็นโมฆะ” เนื่องจากสัญญาดังกล่าว “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” และมีลักษณะ “ลำเอียงให้ผลประโยชน์แก่บริษัทอย่างไม่สมเหตุสมผล” จนทำให้รัฐต้องเสียประโยชน์


หลังจากนั้น รัฐบาลปานามาแต่งตั้งให้บริษัทเมอร์สก์ของเดนมาร์ก เข้ามาบริหารจัดการท่าเรือ “เป็นการชั่วคราว” จนกว่าจะมีการประมูลสัมปทานใหม่


ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนและสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของจีน พร้อมใจกันแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า “ปานามาต้องตระหนักถึงสถานการณ์และแก้ไขแนวทางของตนเอง หากยังดื้อรั้นเดินบนเส้นทางที่ผิดพลาดนี้ จะต้องชดใช้ด้วยราคาที่แพง ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ”


ก่อนหน้านี้ พีพีซี บริหารจัดการท่าเรือขนาดใหญ่สองแห่งของปานามา คือท่าเรือคริสโตบัล ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และท่าเรือบัลโบอา ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 และเพิ่งได้รับการต่อสัญญาอีก 25 ปี เมื่อปี 2564


ต่อมา พีพีซีประกาศเริ่มขั้นตอนตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลปานามาจัดทำแคมเปญโจมตีพีพีซี และสัญญาเดินเรืออย่างจำเพาะเจาะจง จนนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรง พร้อมทั้งยืนยันการชำระเงินตามกำหนดมาตลอด


คำตัดสินของศาลสูงสุดปานามามีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ข่มขู่อย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลวอชิงตัน “จะทวงคืน” คลองปานามา โดยอ้างว่า ปัจจุบันคลองปานามาถูกควบคุมโดยจีนอย่างเบ็ดเสร็จ อนึ่ง คลองปานามาถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งรองรับเรือบรรทุกสินค้าจากสหรัฐ เป็นสัดส่วนสูงถึง 40% และคิดเป็น 5% ของการค้าโลก.

เครดิตภาพ : AFP