เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ พร้อมด้วยนายกิตพล เชิดชูกิจกุล ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน), เขตสะพานสูง (เฉพาะแขวงทับช้าง) ร่วมกันแถลงข่าวเรื่องรถขยะและการจัดการขยะ
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงขณะนี้ ความสนใจส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ประเด็นการเมือง ตนอยากย้ำว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ได้เก็บเรื่องปัญหาในพื้นที่ หรือปัญหาในภาพรวมของคนกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งของประเทศ เพื่อเตรียมเข้าทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของผู้บริหารพรรค แกนนำพรรค หรือผู้ที่จะเข้าไปเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เราให้ผู้สมัคร สส.เขต เก็บประเด็นที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน หรือปัญหาของพื้นที่ เพื่อเตรียมการแก้ไขอย่างเต็มที่

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาเรื่องขยะ นอกจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเทคนิคที่ต้องกำจัดขยะแล้ว แต่สะท้อนถึง 2 ประเด็นที่พรรคฯ ให้ความสำคัญ คือ เรื่องของการที่จะต้องทำเศรษฐกิจสีเขียว หมายความว่านอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับ หรือการบริหารจัดการปัญหาขยะหรือมลพิษที่ดีขึ้น เรามองเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หมายถึงเรื่องพลังงาน ที่เป็นพลังงานทางเลือกด้วย

“สิ่งที่เป็นตัวสะท้อนอีกประการหนึ่ง คือ แนวคิดของพรรคฯ สนับสนุนเรื่องการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผมลงพื้นที่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ก็มีการพูดถึงปัญหาหลายปัญหาของพื้นที่ ในที่สุดแล้วถ้ารอส่วนกลางทำก็ช้าเกินไป หวังพึ่งท้องถิ่นกำลังก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นแนวทางของพรรคฯ จะกระจายอำนาจและให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรที่สามารถรวมทรัพยากรเพิ่มเติมขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องของเงินอุดหนุน แต่สามารถที่จะจัดเก็บภาษีหรือกันภาษีไว้ใช้ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น หรือแม้กระทั่งการมีอำนาจในการระดมทุนในรูปแบบอื่นๆ ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การกระจายอำนาจเดินไปข้างหน้าได้อีกหนึ่งก้าวสำคัญ ควบคู่กับการจัดการปัญหาขยะได้ดียิ่งขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้านนายสกลธี กล่าวว่า นายกิตพล เป็นตัวแทนของประชาชนในเขตประเวศที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับบ่อขยะของกรุงเทพฯ มาหลาย 10 ปี ซึ่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีโครงการมาตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว ในการที่จะทำโรงงานกำจัดขยะที่เขตประเวศ ซึ่งจะเปิดใช้ในกลางปีนี้ แต่ในภาพรวมของทั้งประเทศ เรื่องระบบการกำจัดขยะยังไม่เข้มแข็ง หรือแข็งแรงเหมือนของกรุงเทพฯ ที่บริหารงานท้องถิ่นด้วยตัวเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เราอยากช่วยอุดหนุนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อจะได้ดูแลเรื่องการกำจัดขยะ และมีผลต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ด้วย

“ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ ยังใช้การฝังกลบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะแต่ละวัน ซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาที่จะเพิ่มขีดจำกัดในการกำจัดขยะในระบบปิด และสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามได้มีการอนุมัติการฝังกลบเพิ่มสัญญาใหม่ ซึ่งทำให้การที่จะทำระบบกำจัดที่ถูกสุขลักษณะเป็นไปได้ยาก” นายสกลธี กล่าว
ขณะที่นายกิตพล กล่าวว่า ตนเกิดและโตมากับกองขยะ เห็นสภาพปัญหาในการจัดการขยะของคนวันละ 10,000 ตัน กับโรงงานกำจัดขยะทั้ง 3 แห่ง ปัญหาไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศที่ต้องได้รับปัญหากลิ่นขยะ วันนี้แนวทางการจัดการ การทำโรงงานกำจัดขยะระบบปิด ซึ่งครั้งแรกได้ดำเนินการเป็นโครงการนำร่องในเขตหนองแขม เป็นการเผาขยะและผลิตกระแสไฟฟ้า และที่ผ่านมาได้มีการทำโรงงานแห่งที่ 2 เกิดขึ้นในเขตประเวศ เป็นขนาด 1,000 ตัน ซึ่งการแก้ไขปัญหาโดยท้องถิ่นมีข้อจำกัดมาก โดยเฉพาะในเรื่องของงบประมาณ เพราะการจัดการขยะของคนกรุงเทพฯ แต่ละปีใช้งบประมาณปีละ 5,000 ล้านบาท แต่เราจัดเก็บค่าธรรมเนียมแต่ละปีได้เพียง 400 ล้านบาท

“เราไม่มีเม็ดเงินพอที่จะมาสร้างโรงงานขยะระบบปิด ที่สามารถกำจัดขยะและทำลายขยะให้ชาวกรุงเทพฯ และไม่ให้มีผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่น มลพิษ ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เป็นสิ่งที่อยากผลักดันในฐานะที่มาสมัคร สส. ให้เป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องสนับสนุนด้านงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่เขตประเวศ รวมถึงเขตรอบๆ ที่ได้รับผลกระทบ เพราะที่ผ่านมา เราไม่ได้มีอะไรให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในฐานะผู้เสียสละเลย” นายกิตพล กล่าว
นายกิตพล กล่าวว่า พรรคเรามีนโยบายในเรื่องการจัดการ ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่เราอยากนำเสนอคือ พรรคฯ ตั้งใจมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา อาจมองว่าเป็นสิ่งเล็กๆ หรือเป็นปัญหาท้องถิ่น แต่ก็เป็นปัญหาที่ชาวกรุงเทพฯ และคนไทยได้รับผลกระทบตลอดมา เราจึงผลักดันให้เป็นโรงงานขยะระบบปิดทุกระบบ เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษและผลกระทบเรื่องกลิ่นและฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รวมถึงเราบอกกับเอกชนและประชาชนว่าห้ามจุดไฟเผา ห้ามดำเนินการในเรื่องนี้ที่จะก่อให้เกิดฝุ่น แต่เราไม่เคยกลับมาดูว่าโรงงานกำจัดขยะหรือหน่วยงานของภาครัฐ ที่เป็นต้นตอของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในเรื่องการจัดการ แม้เป็นการแก้ไขปัญหาในการกำจัดขยะ แต่ไม่ควรที่จะมีผลกระทบกับประชาชนไม่ว่าจะเรื่องกลิ่นหรือฝุ่น

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และคณะได้ขึ้นไปบนรถกำจัดขยะระบบปิด พร้อมถือกาสีฟ้า 2 ใบ เพื่อรณรงค์ให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 2 ใบ และร่วมกันโยนถุง “ขยะทุนเทา” เข้าไปในรถกำจัดขยะระบบปิดด้วย



