เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 69 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มีกระแสข่าวหนาหูว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อาจไม่ผ่านผลการประเมินผลงานรายปี ซึ่งหากได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างตามระเบียบได้ เรื่องนี้มีความสอดคล้องกับดัชนีชี้วัดความโปร่งใสจากการประเมินของภาคประชาสังคมและระบบ AI ที่พบว่ากระบวนการเลือกตั้งของไทยได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งน้อยกว่าประเทศในระดับเดียวกันอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

“เลขาธิการ กกต. จะอยู่หรือจะไป เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องชี้แจงตามหลักการบริหารงานบุคคล แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ กกต. กำลังทำให้ระบบการเลือกตั้งเกิดสุญญากาศ หรือจะจับท่านแสวงเป็นแพะรับบาปหรือไม่ ในจังหวะที่สังคมกังวลว่าจะมีการเป่าคดีฮั้ว สว. หรือทำให้สำนวนอ่อนแรงลง ผมจึงขอยืนยันว่าคุณเปลี่ยนคนได้ แต่ต้องไม่เปลี่ยนความรับผิดชอบต่อคดีใหญ่ของประเทศ อย่าใช้ข้ออ้างการเปลี่ยนตัวมาแช่แข็งคดีเหล่านี้เอาไว้เด็ดขาด” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวว่า ตนมีความกังวลใจในเรื่องความต่อเนื่องของสำนวนคดีฮั้ว สว. 2567 ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลว่าความผิดถูกขยายผลจาก 8 ราย ไปยัง 7 กลุ่มผู้สมัคร และมีหลักฐานชัดเจนทั้งเส้นทางเงินรวมถึงประวัติการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์จำนวนมาก แม้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะชี้มูลฐานความผิดเรื่องการซ่องสุมอั้งยี่และการฟอกเงินไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และชุดที่ 36 อาจมีความพยายามวินิจฉัยเพื่อฟอกขาวให้กับกรณีดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ 

ล่าสุดศาลฎีกายังได้มีคำพิพากษาจำคุกผู้สมัคร สว. เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ กมธ. จึงได้มีมติแต่งตั้งอนุ กมธ. ขึ้นมาเพื่อศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. เพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบบาร์โค้ดหรือการจัดกลุ่มอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำรอยในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นายภัณฑิล ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อ กกต. ประกอบด้วย 1.เปิดเผยหลักเกณฑ์และสถานะการประเมินผลงานของเลขาธิการ กกต. ให้ชัดเจน 2.ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มีการเกิดสุญญากาศในคดีสำคัญหากมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร 3.เปิดเผยสถานะสำนวนคดีฮั้ว สว. ว่าเข้าสู่วาระการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือไม่ และมติจะมีผลต่อการทำงานของ DSI อย่างไร และ 4.ให้สำนักงาน กกต. ส่งตัวแทนระดับสูงเข้าชี้แจงต่อ กมธ. โดยเร็วที่สุดเพื่อตอบคำถามที่สังคมยังสงสัย