ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านพระครูน้อย ต.กลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการเปิดงาน”รณงค์ไถกลบตอซังข้าว สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” โครงการดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้รับรู้และผลกระทบจากการเผาทุกชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ออกสู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเผายังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรดิน ทำลายโครงสร้างดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหาร ตลอดจนทำลายสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันหรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5)ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอีกด้วย

นายวิญญู เสมียนรัมย์ ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ที่มีการเผาส่วนใหญ่จะเป็นโซนพืชไร่ คืออ้อย รองลงมาคือการทำนา แต่การรณงค์ที่เรางดการเผาที่ผ่านมาได้ผลมีเกษตรกรลดการเผาไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ตอนนี้เกษตรกรเข้าใจมากขึ้น หากลดการเผาอ้อยคือการตัดอ้อยสดก็จะได้ราคาเพิ่ม เกษตรกรทำนาข้าวก็จะลดการซื้อปุ๋ยลง ส่วนที่ยังมีการเผาส่วนใหญ่คือเกิดจากอุบัติเหตุเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับมีคนอื่นมาเผาแทนเช่นกลุ่มคนรับจ้างไถนา เพราะหากไม่มีฟางจะไถได้จำนวนไร่ได้มากกว่า
นายคำเคลื่อน พณะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่าการไถกลบตอซังข้าวมีประโยชน์ต่อพื้นดินเป็นอย่างยิ่ง เสหมือนกับการทำปุ๋ยหมักให้พื้นดิน เพราะฟางข้าวที่ถูกไถกลบไปจะเกิดการย่อยสลายเกิดแร่ธาตุให้กับพืชตอนนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกันรณรงค์และขอความร่วมมือกับเกษตรกรไม่เผาพื้นที่ทำการเกษตร ซึ้งส่วนมากเกษตรกรก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศของจังหวัดบุรีรัมย์ ห้ามเผาในที่โล่ง พื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่สาธารณะเพราะมีเหตุอันไม่สมควรในการเผาเหมือนที่เกิดขึ้นที่ อ.พลับพลาชัย คือมีเกษตรกรเสียชีวิตจากการเผาตอซังข้าวมาแล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจมีโทษทางกฎหมายซึ่งอาจจะทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนได้



