วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.)โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่เขียนไว้ว่า การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงโดยไม่ควบคุม ขาดการตระหนักรู้สถานะสุขภาพของตนเอง เปรียบเหมือนการส่งแรงกระแทกใส่หัวใจและหลอดเลือดตลอดเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อหัวใจโดยตรง ทั้ง 3 ชนิด ดังนี้
โรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบ เมื่อความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะค่อย ๆ แข็งตัวและหนาขึ้น จนเกิดการตีบตันในที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
โรคหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษา ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น เพื่อรับมือกับแรงดันที่เพิ่มขึ้น แต่ในที่สุดหัวใจก็จะ “ล้า” และไม่สามารถบีบตัวหรือคลายตัวได้อย่างปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย บวมน้ำ และอาจเสียชีวิตได้
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวใจห้องบนซ้ายโตผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเต้นผิดจังหวะชนิด “สั่นพริ้ว” อาการนี้ไม่เพียงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเท่านั้น แต่ที่อันตรายที่สุด คือ การเต้นสั่นพริ้วจะทำให้เกิดลิ่มเลือดคั่งอยู่ในห้องหัวใจ ลิ่มเลือดเหล่านี้อาจหลุดออกไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ก่อให้เกิดอัมพฤกษ์และอัมพาตได้ รวมถึงอาจไปอุดตันที่ขาหรือลำไส้ได้อีกด้วย
อย่ารอให้ถึงพรุ่งนี้! แล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง!! การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่เกิน 120/80 mmHg) คือ การปกป้องหัวใจที่ดีที่สุดด้วยการลด หวาน มัน เค็ม และหมั่นออกกำลังอย่างน้อย สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ปกติ ตามค่า BMI ดัชนีมวลกายของตัวเอง



